'พิจิตร'อ่วมน้ำซัดปชช.20หลังไร้บ้าน
น้ำท่วม "พิจิตร" ขยายวงกว้าง ไร้ห้องน้ำ-เตรียมสร้างเพิงพักบนถนน"ร้อยเอ็ด" เตรียมรับมือ ชลประทานป่าสักสั่งปิดฝาย "ชัยนาท-ป่าสัก" หวั่นถล่มเมืองลพบุรี
(8 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์น้ำท่วมแม่น้ำยม ที่ อ.สามง่าม จ.พิจิตร ระดับน้ำที่ไหลมาจาก จ.สุโขทัย และพิษณุโลก ได้ขยายวงกว้างและเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน บ้านเกาะกระดี่ หมู่ที่ 11 ต.สามง่าม อ.สามง่าม จ.พิจิตร ถูกแม่น้ำยมที่ล้นตลิ่งไหลเข้าท่วม ระดับน้ำท่วมสูง เกือบ 2 เมตร
ทั้งนี้ บ้านบางหลังชั้นล่างถูกน้ำเข้าท่วม ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้กว่า 20 ครอบครัว ชาวบ้านต้องย้ายสิ่งของไปบนบ้านชั้นที่ 2 และบางรายต้องไปอาศัยบ้านญาติ
เบื้องต้น สิ่งที่ชาวบ้านกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักก็คือ ประสบปัญหาในการขับถ่าย เนื่องจากห้องน้ำถูกน้ำท่วมหมด ชาวบ้านหลายคนต้องถ่ายลงแม่น้ำยมที่ไหลผ่าน พร้อมทั้งเตรียมสร้างเพิงพักชั่วคราวบนถนน นอนเฝ้าของที่ย้ายขึ้นมาจากบ้านที่ถูกน้ำท่วม
นายฉุย ใจชื้น อายุ 62 ปี ชาวบ้านเกาะกระดี่ หมู่ที่ 11 ต.สามง่าม อ.สามง่าม จ.พิจิตร เปิดเผยว่า ปีนี้น้ำท่วมสูงกว่าทุกปีและมีระดับสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา และคาดว่าจะท่วมยาวนาน ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากและยังไม่มีหน่วยงานราชการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ
"ชาวบ้านต้องพึ่งตัวเองด้วยการสร้างเพิงพักชั่วคราวบนถนน เพื่อเก็บและเฝ้าสิ่งของที่ย้ายมาจากบ้านที่ถูกน้ำท่วม และชาวบ้านกำลังประสพปัญหาเรื่องที่ขับถ่ายเป็นอย่างมาก" นายฉุย กล่าว
ทั้งนี้ เส้นทางเข้าออกระหว่างหมู่บ้านถูกตัดขาด ชาวบ้านถูกติดเกาะโดยเฉพาะผู้สูงอายุกำลังประสบภาวะปัญหาโรคซึมเศร้า และภาวะเครียด
ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำชีที่ จ.ร้อยเอ็ด กำลังล้นตลิ่ง ทางชลประทานได้เปิดประตูระบายน้ำในฝายต่างๆ ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม เปิดศูนย์อำนวยการที่ศาลากลางจังหวัดเตรียมให้ความช่วยเหลือชาวบ้านทันที
ชลประทานสั่งปิดฝายน้ำ "ชัยนาท-ป่าสัก" หวั่นถล่มเมืองลิง
นายนพพร ชัยพิชิต ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 10 เผยว่า ทางสำนักงานชลประทาน เตรียมพร้อมหวั่นน้ำในคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก ที่ปล่อยมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าประตูน้ำมโนรมย์ จ.ชัยนาท จะล้นคลอง ล้นฝาย ล้นริมคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสักทั้งหมด
ทั้งนี้ สั่งให้ยกบานประตูระบายน้ำ โครงการชลประทานโคกกะเทียม และประตูระบายน้ำพระรามหก ให้ระบายน้ำลงไปยังแม่น้ำป่าสัก เพื่อป้องกันน้ำล้นตลิ่งจากคลองชลประทานเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและพืชไร่เสียหาย อีกทั้งในช่วงนี้ น้ำป่าที่ไหลมาจากเทือกเขาต่างๆ ยังไม่มี นอกจากพายุเข้า
“สำหรับประตูระบายน้ำที่มีปัญหาตามสถานีสูบน้ำ ทางสำนักงานชลประทานสั่งให้ดำเนินการแก้ไข ตรวจสอบว่า เสียหายเพราะอะไร และให้นำเครื่องสำรองมาดำเนินการตั้งก่อน ส่วนที่หมู่บ้าน ริมคลองชลประทาน ชัยนาท ป่าสัก ไม่ว่าจะเป็น หมู่บ้านหนองเมือง หมู่บ้านสระเตยหมู่ บ้านสระตาแวว อ.บ้านหมี่ หมู่บ้านท่าแค หมู่บ้านสิรัญญา เขตเทศบาลตำบลถนนใหญ่
หมู่บ้านริมชล เขต อ.เมืองลพบุรี โดยเฉพาะ ที่ริมคลองชลประทานชัยนาท ป่าสัก หมู่บ้านสิรัญญา เทศบาลตำบลถนนใหญ่ถนนใหญ่ ได้เอาเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ไปตั้งเตรียมสูบน้ำหากมีน้ำฝนตกใหญ่หลากลงมา"นายนพพร กล่าว
อย่างไรก็ตาม พอเข้าฤดูฝนและในช่วงนี้เป็นช่วงที่มีฝนตกลงมาตลอด ทำให้ชาวบ้าน หมู่บ้านสิรัญญา ต่างผวา หวั่นน้ำจะเข้าท่วมหมู่บ้านอีกในปีนี้ เพราะทางเทศบาลตำบลถนนใหญ่ได้นำเครื่องสูบน้ำจำนวนหลายเครื่องมาตั้งที่ริมคลองชลประทาน ข้างสะพานเข้าหมู่บ้านถนนใหญ่ เพื่อเตรียมสูบน้ำฝนที่จะไหลเข้าท่วมในหมู่บ้าน
หมู่บ้านแห่งนี้โดนน้ำท่วม 2-3 ปี ติดต่อกันสร้างความเสียหายให้แก่ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก แม้แต่สำนักชลประทานที่ 10 สร้างประตูระบายน้ำให้แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมการระบายน้ำไม่ให้ท่วมได้
ว่าที่ ร.ท.สมพงษ์ นิติพิทักษ์ชน ท้องถิ่น อ.บ้านหมี่ ซึ่งมีบ้านอยู่ที่หมู่บ้านสิรัญญา กล่าวว่า ที่บ้านยังขนข้าวขนของที่นำไปฝากบ้านญาติแถวโรงพยาบาลอานันทฯ ขนกลับมาไม่หมดเลย เพียงนำข้าวของที่จำเป็นขนมา รถยนต์เสียหายจมน้ำทั้งคัน บ้านเรือนก็ต้องซ่อมแซม
"โดนน้ำท่วม 2- 3 ครั้งก็ท้อใจแล้ว และนี่ฝนตกลงมามากเกรงน้ำป่าจะหลากเข้าท่วมหมู่บ้านอีก พอฝนมาก็ผวาแล้วลำบาก เพราะลูกต้องไปโรงเรียนน้ำท่วมก็อาจจะต้องขาดเรียนไม่รู้ว่าทางราชการจะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างไร เห็นตั้งเครื่องสูบน้ำไว้แล้ว" ว่าที่ ร.ท.สมพงศ์ กล่าว
ด้าน นางจริญญา อุดมพันธุ์ หัวหน้าสำนักปลัด อบต.ทะเลชุบศร อ.เมืองลพบุรี กล่าวว่า เรื่องการเตรียมตัวที่จะเก็บข้าวเก็บของเวลาน้ำท่วมต้องขนเอาไว้ชั้น 2 และ ก็ไม่แน่ใจว่าน้ำจะขึ้นท่วมถึงชั้น 2 หรือเปล่าในปีนี้ เพราะปีที่ผ่านต้องไปอาศัยบ้านเพื่อนนอน เพราะมีลูก 2 ขวบ และแม่ที่แก่ ต้องดูแล เมื่อน้ำท่วมที่หมู่สิรัญญาลำบากมาก
"ตาก" ไร้การติดต่อโลกภายนอก-ทหารเร่งเคลียร์สะพานขาด
พ.อ.สุภโชค ธวัชพีระชัย ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 อ.แม่สอด ได้นำทหารจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 อ.แม่สอด และเจ้าหน้าที่แขวงการทางตาก ที่ 2 อ.แม่สอด ได้เร่งเคลียร์พื้นที่สะพานบ้านแม่ตื่น ต.แม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก
โดยช่วยกันนำท่อนไม้ กิ่งไม้ ที่ซัดสะพานขาดออกไป ทั้งนี้เนื่องจากก่อนหน้านี้ ได้เกิดน้ำป่าไหลหลากและมีท่อนไม้ไหลมาซัดสะพานจนหักขาด ทำให้ราษฎรในพื้นที่ ต.แม่ตื่น จำนวน 8 หมู่บ้านขาดการติดต่อจากโลกภายนอก เพราะราษฎรในหมู่บ้านทุกแห่งต้องใช้สะพานแห่งนี้ติดต่อกับโลกภายนอกในการสัญจรไปมา
ล่าสุดสะพานยังใช้การไม่ได้ ทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
พิษ ‘นกเตน’ กระทบคนกว่าล้าน
(8 ส.ค.) นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กล่าว ถึงอิทธิพลของพายุ“นกเตน” ว่า ทำให้เกิดสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยมีจังหวัดประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) รวม 21 จังหวัด 155 อำเภอ 893 ตำบล 6,809 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดแพร่ เชียงใหม่ สุโขทัย น่าน ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก ตาก นครสวรรค์ นครพนม อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร เลย เพชรบูรณ์ ประจวบคีรีขันธ์ และพระนครศรีอยุธยา
ทั้งนี้ ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 339,148 ครัวเรือน 1,139,990 คน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 217 หลัง พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับความเสียหาย 619,723 ไร่ ถนน 1,085 สาย ท่อระบายน้ำ 115 แห่ง ฝาย ทำนบ 20 แห่ง สะพาน คอสะพาน 72 แห่ง บ่อปลา บ่อกุ้ง 558 บ่อ ปศุสัตว์ 474 ตัว มีผู้เสียชีวิต 20 ราย สูญหาย 1 คน และบาดเจ็บ 11 คน
นายวิบูลย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายแล้ว 4 จังหวัด ได้แก่ น่าน เลย หนองคาย และประจวบคีรีขันธ์ แต่ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 17 จังหวัด รวม 132 อำเภอ 786 ตำบล 6,270 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 320,043 ครัวเรือน 1,114,475 คน ได้แก่ แพร่ สุโขทัย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก ตาก นครสวรรค์ นครพนม อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร เพชรบูรณ์และพระนครศรีอยุธยา
เบื้องต้น กรมปภ.ได้สั่งการให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ประสบอุทกภัยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจัดสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน รวมถึงสนับสนุนเครื่องจักรกล เรือท้องแบน รถผลิตน้ำดื่ม รถบรรทุกน้ำออกให้บริการในพื้นที่ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแล้ว
เตือน 7 จ.ลุ่มน้ำเจ้าพระยารับมือน้ำล้นตลิ่ง
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กล่าวเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง รวม 7 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ให้เตรียมรับมือน้ำล้นตลิ่งจากภาวะน้ำเหนือไหลบ่าในช่วงวันที่ 8-10 ส.ค. โดยขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง รวมถึงติดตามและปฏิบัติตามประกาศแจ้งเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
นายวิบูลย์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 1 ปทุมธานี เขต 16 ชัยนาท และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันท่วงที
"ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำล้นตลิ่งสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้ความช่วยเหลือโดยเร่งด่วน" วิบูลย์ กล่าว
ผู้ว่าฯกทม.รุดตรวจแนวกระสอบทรายป้องกันน้ำล้นเจ้าพระยา
ผู้ว่า กทม. รุดตรวจแนวกระสอบทรายป้องกันน้ำล้นเจ้าพระยา มั่นใจควบคุมสถานการณ์ได้ จี้รัฐบาลใหม่พร้อมรับมือน้ำท่วมอีก 2 เดือนข้างหน้า หวังสภากทม.ไฟเขียวงบ 25 ล้าน สร้างแนวป้องกันเพิ่ม
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. และผู้บริหารกทม. ได้เดินทางมายังริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณบริษัท ไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด เขตบางซื่อ เพื่อตรวจงานเรียงกระสอบทรายป้องกันน้ำทะเลหนุน และน้ำเหนือไหลบ่า ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในการรับปริมาณน้ำเหนือที่คาดว่าจะเข้ากทม.วันที่ 10 ส.ค. จากผลกระทบพายุโซนร้อน "นกเตน" ที่ผ่านมา
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า กทม.พร้อมป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วม แต่สถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ประมาณ 1.66-1.8 เมตร จากน้ำทะเลปานกลาง โดยวันที่ 10 ส.ค.นี้ คาดว่าจะมีปริมาณน้ำเหนือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 เมตร ซึ่งกทม.ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 2.5-3 เมตร ส่วนพื้นที่เสี่ยงบริเวณ กทม.ด้านตะวันตกและตะวันออก ระดับน้ำยังต่ำกว่าขีดวิกฤตทุกแห่ง กทม.จะเฝ้าระวังต่อไป พร้อมทั้งสั่งการให้หน่วยงานพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชน
อย่างไรก็ตาม สิ่งตนยังห่วงคือ 2 เดือนข้างหน้า น้ำในเขื่อนสำคัญ เช่น เขื่อนสิริกิติ์ อาจจะมีปริมาณน้ำเต็มเขื่อน รัฐบาลต้องติดตามดูแลให้ดี เพราะเรื่องดังกล่าวอยู่นอกอำนาจหน้าที่ของกทม.
“การลงพื้นที่วันนี้เป็นการตรวจความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ เพราะยังไม่ได้สร้างแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วม เนื่องจากเจ้าของเก่าไม่ยินยอม แต่ในการประชุมสภากทม.พิจารณางบประมาณ ปี 2555 ได้มีการบรรจุวาระการสร้างแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วมบริเวณดังกล่าว ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 25 ล้านบาท เข้าไปด้วย ซึ่งหากสภากทม. อนุมัติงบประมาณ คาดว่าภายในปี 2555 จะสามารถดำเนินการก่อสร้างแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วมได้แล้วเสร็จ”ผู้ว่าฯกทม.กล่าว
ด้านนายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า สำนักการระบายน้ำได้ดำเนินการวางแนวเรียงกระสอบทราย จำนวน 30,000 ใบ จากสถานีสูบน้ำบางโพ-กรมพลาธิการทหารบก ความยาว 190 เมตร นอกจากนี้ยังได้วางแนวเรียงกระสอบทราย ภายในกรมอู่ทหารเรือ พื้นที่บางกอกน้อย จำนวน 40,600 กระสอบ ความยาว 1,000 เมตร ที่มูลนิธิหิมะทองคำพื้นที่คลองเตย จำนวน 12,000 กระสอบ ความยาว 300 เมตร ใต้สะพานพระราม 9 พื้นที่ราษฎร์บูรณะ จำนวน 2700 กระสอบ ความยาว 50 เมตร ที่โรงเรียนซางตาครู้สคอนเเวนท์ จำนวน 3,000 กระสอบ ความยาว 55 เมตร รวมทั้งถนนทางรถไฟสายเก่า ช่วงคลองบางอ้อ กรมสรรพาวุธทหารเรือ ช่วงด้านหน้ากรมฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาไว้แล้วด้วย
นครพนมยังท่วม 2 ร.ร.หยุดต่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโรงเรียนบ้านน้อยทวย และโรงเรียนบ้านน้อยนาเหนือ อำเภอท่าอุเทน จ.นครพนม ยังคงถูกสั่งปิดการเรียนการสอนต่ออีกหนึ่งวัน หลังจากนักเรียนของทั้งสองโรงเรียนต้องหยุดเรียนตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากถูกน้ำล้นตลิ่งเอ่อเข้าท่วม โดยขณะนี้ยังคงมีน้ำท่วมขังหน้าห้องเรียน ห้องน้ำ และบริเวณโรงอาหารของโรงเรียน จึงยังไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนได้
นอกจากนั้นถนนลาดยางช่วงระหว่างบ้านดงยาง ไปยังบ้านตาล ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ยังคงถูน้ำท่วมสูงกว่าหนึ่งเมตร รถเล็กยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งทาง อปพร.ของอบต.โนนตาลได้ตั้งเต็นอยู่ริมถนนช่วงดังกล่าว เพื่อคอยช่วยเหลือชาวบ้านให้เดินทางเข้าออกหมู่บ้านโดยต้องใช้เรือท้องแบน
จนท. อปพร. กล่าว่า ตรงจุดนี้น้ำเริ่มเอ่อท่วมนาข้าวและสวนสัปะรดตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นมา และเพิ่มสูงสุดในวันที่ 5 ส.ค.ก่อนทรงตัวอยู่และเริ่มลดลงอย่างช้า ๆ ต่างจากปีก่อน ๆ ที่น้ำมาเพียงสองวันก็ลดลงจนหมด คาดว่าพื้นที่การเกษตรที่ถูกน้ำท่วมจะต้องเสียหายหมดแน่เนื่องจากถูกน้ำท่วมขังนานหลายวัน
ร้องผู้ว่าฯ พิษณุโลก เขื่อนนเรศวรปล่อยน้ำท่วมพื้นที่
(8 ส.ค.54) นายสาคร จันทร์นา รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลมะต้อง พร้อมด้วยขาวนา จำนวนกว่า 100 คน จาก 4 ตำบล ประกอบด้วย ต.หอกลอง ต.พรหมพิราม ต.มะต้อง และ ต.ทับยายเชียง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลกเดินทางเข้ามาร้องทุกข์กับ นายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก หลังได้รับความเดือดร้อนจากน้ำที่ถูกปล่อยจากเขื่อนนเรศวร เข้าท่วมนาข้าวบริเวณ 4 ตำบลของ อ.พรหมพิราม หลายหมื่นไร่ ประกอบกับเขื่อนสิริกิติ์ ได้ปล่อยน้ำลงมาสมทบอีก ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่านเพิ่มขึ้นส่งผลให้ชาวนาดังกล่าวเดือดร้อนนาข้าวเสียหาย
พร้อมอยากเรียกร้องให้ทางเขื่อนนเรศวรลดการเปิดบานประตูระบายน้ำลง เพื่อไม่ให้ระดับน้ำใต้เขื่อนนเรศวรสูง จนเกิดน้ำมากล้นเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตร ทั้งนี้ชาวนาหลายรายกำลังจะเก็บเกี่ยวข้าวไปขาย หากน้ำสูงขึ้นก็จะทำให้นาข้าวเสียหายอย่างแน่นอน
นายกิตติ์ขจร ศรีนราจาวงศ์ เกษตรกรหมู่ 2 ตำบลมะต้อง หนึ่งในแกนนำเกษตรกรที่เดินทางมา กล่าวว่า โดยปกติเกษตรกรสามารถที่จะช่วยเหลือกันเองในการสูบน้ำออกจากนาข้าวที่ถูกน้ำท่วมได้ แต่ช่วงที่ผ่านมาทางเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนนเรศวรมีการระบายน้ำในปริมาณที่มาก ทำให้น้ำที่ท่วมขังมีระดับสูงและปริมาณมากเกินกำลังของชาวบ้านและเกษตรกรที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา
"การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อขอความเห็นใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ ซึ่งหากทางเขื่อนทั้งสองแห่งลดการระบายน้ำลงจะช่วยบรรเทาปัญหาของเกษตรกรชาวนาที่ทำนาบริเวณทุ่งสานได้ โดยเฉพาะขณะนี้ต้นข้าวใกล้ถึงระยะการเก็บเกี่ยวแล้ว" นายกิตติ์ขจร กล่าว
“ประยุทธ์” ห่วงปชช.ภาคกลางหวั่นนกเตนกระทบ
(8 ส.ค.) พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 พร้อมคณะได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม และเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยใน จ.พระนครศรีอยุธยา โดย พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า หลังจากที่ทราบข่าวอุทกภัยที่ผ่านมา จะสร้างความเสียหายให้ประชาชนและชาวบ้านจำนวนมาก ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก มีความห่วงใย จึงได้มอบหมายให้ตนมาดูแลพื้นที่ หากสิ่งใดที่สามารถช่วยเหลือเพิ่มเติมจากจังหวัดได้ ทหารยินดีจะช่วย
"ตนมีแผนปฏิบัติพร้อมทั้งกำลังคนและอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเรือท้องแบน รถครัวสนาม รถส่องไฟสว่าง และชุดแพทย์เคลื่อนที่ จากการที่ฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์จากนายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา ถ้าไม่มีพายุลูกใหม่เข้ามา สถานการณ์ของน้ำในพื้นที่สามารถควบคุมได้" พล.ท.อุดมเดช
อย่างไรก็ตาม มีประชาชนสามพันกว่าครอบครัวที่ประสบปัญหาในพื้นที่ 5 อำเภอ ซึ่งยังไม่ใช่วิกฤตรุนแรงนัก เป็นปัญหาน้ำล้นตลิ่ง ซึ่งเป็นอย่างนี้ทุกปี
พล.ท.อุดมเดช กล่าวต่อว่า ทางผู้ว่าฯ ได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท.) ดูแลเบื้องต้น ในส่วนของทหาร ซึ่งได้สั่งการให้ทหารบกสระบุรีที่รับผิดชอบในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และมณฑลทหารบกที่ 13 ดูในภาพรวมในพื้นที่ภาคกลางตอนบน เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือ
ขณะนี้ได้มีการส่งกำลังพลไปร่วมก่อกระสอบทราย และทำแนวกั้นน้ำที่พระที่นั่งศิริยาลัย ทั้งนี้สถานการณ์ยังน่าเบาใจ เพราะระดับน้ำยังไม่สูงเกิน 3 เมตร
"ตนได้เตรียมตัวเสริมแนวกั้นน้ำไว้สูง 6 เมตรเรียบร้อยแล้ว ถือว่าเป็นการเตรียมการของทางจังหวัด ทหารเข้าไปช่วยสนับสนุนกำลังพล ผบ.ทบ.ได้สั่งให้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และดำเนินการได้ทันที เพราะให้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน จุดใดมีปัญหาให้หน่วยทหารรีบเข้าไปช่วยเหลือร่วมกับทางจังหวัด และหากเกิดปัญหารุนแรง เราสามารถโยกอุปกรณ์จากจังหวัดใกล้เคียงมาช่วยเหลือได้ ซึ่งเตรียมไว้ที่กองพลพัฒนาที่ 1 จ.ราชบุรี" พล.ท.อุดมเดช กล่าว
นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า สถานการณ์ปริมาณน้ำขณะนี้ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ถ้าไม่มีพายุลูกใหม่เข้ามา เพราะปริมาณน้ำที่มีอยู่ ทางกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำอย่างค่อนข้างเป็นระบบ และส่งผลต่อการควบคุมน้ำอย่างได้ผล ยืนยันว่า น้ำปีนี้ไม่ได้มาก่อนกำหนด และยังไม่มีผลกระทบมากนัก
"เราได้นำบทเรียนจากปีที่ผ่านๆ มา มาใช้ โดยให้ชาวบ้านรู้จักอ่านค่าน้ำ และติดตามสถานการณ์น้ำ ช่วงนี้ยังไม่มีชาวบ้านได้รับผลกระทบเรื่องสัตว์เลี้ยงตายหรือทรัพย์สินเสียหาย เพราะเรารู้ล่วงหน้า 1 - 2 อาทิตย์ ส่วนเรื่องแผนอพยพถ้าเกิดความรุนแรงนั้น เราก็เตรียมไว้เฉพาะบ้านเรือนริมน้ำซึ่งเข้าออกลำบาก" นายวิทยา กล่าว
ทั้งนี้ ชาวบ้านได้ขอให้ทางการจัดบ้านชั่วคราวมาให้ที่จุดประจำ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตปรกติใน จ.พระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า น้ำที่จะมาในช่วง 8 - 12 ส.ค.จะมีระดับสูง 30 - 50 ซม. ดังนั้น เราจะดูว่า พื้นที่ไหนมีระดับตลิ่งต่ำ ก็ต้องเฝ้าระวัง
ด้านพล.อ.ดุลกฤต รักษ์เผ่า ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เปิดเผยว่า พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มอบหมายให้ให้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) และ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ศบภ.นทพ) จัดเตรียมแผนในการรับมือกับปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้
โดยพื้นที่รับผิดชอบพื้นที่ที่ได้รับจากผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ให้ประสานงานกับจังหวัด เพื่อเตรียมการช่วยเหลือดังนี้ ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ สนภ.1 นทพ./ศบภ.สนภ.1 นทพ. รับผิดชอบในพื้นที่ จ.อ่างทอง จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.นครสวรรค์ สนภ.2 นทพ./ศบภ.สนภ.2 นทพ. รับผิดชอบในพื้นที่ จ.นครพนม จ.อุดรธานี และ จ.สกลนคร และ สนภ.3 นทพ./ศบภ.สนภ.3 นทพ. รับผิดชอบในพื้นที่ จ.แพร่ จ.สุโขทัย จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.แม่ฮ่องสอน จ.อุตรดิตถ์ จ.พิษณุโลก และ จ.ตาก



