ข่าว

โลกตระหนกวิกฤติหนี้สหรัฐ

โลกตระหนกวิกฤติหนี้สหรัฐ

08 ส.ค. 2554

โลกตระหนกวิกฤติหนี้สหรัฐ : รายงานโต๊ะต่างประเทศ

          การตัดสินใจปรับลดระดับความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐ จากระดับ AAA ลงสู่ระดับ AA+ โดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) เป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ที่สะท้อนถึงความไม่น่าเชื่อถือในการชำระหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดี ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิทางการเงินที่จะเคลื่อนตัวไปกระทบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่อาศัยเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ และเป็นสื่อกลางในการชำระหนี้สินกับประเทศอื่นๆ เช่น ราคาพลังงาน เชื้อเพลิง และสินค้านำเข้า-ส่งออก และคลื่นสึนามิทางการเงินที่ถูกแรงสะเทือนของความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์ก่อขึ้นนั้น จะทำให้โลกเข้าสู่ยุคใหม่ของระบบการเงินก็เป็นได้

           ผู้นำประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกต่างแสดงความกังวลต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐ ซึ่งเป็นสังคมที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเรียกว่า "สังคมเสพติดหนี้" ที่นำมาสู่การปรับลดความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้สินของประเทศ จนต้องเรียกประชุมฉุกเฉิน เพื่อหารือถึงประเด็นที่เกิดขึ้นในสหรัฐรวมกับสถานการณ์หนี้สินที่พอกพูนจนเป็นดินพอกหางหมูในหลายประเทศของยุโรปในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อลดแรงกดดันจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังจับตามองการแก้ปัญหาหนี้สินในยุโรปและสหรัฐ ที่เป็นเครื่องกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชากรโลกทั้งหมด

           บรรดาผู้นำประเทศตะวันตกต่างตื่นตระหนกต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลก เมื่อนักลงทุนถอนเงินลงทุนจากตลาดหุ้นทั่วโลกคิดเป็นมูลค่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 75 ล้านล้านบาท) ออกจากตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์และภาวะหนี้สินของยุโรปที่ยังไม่สามารถหาทางออกได้ ทั้งยังอาจซ้ำเติมตลาดการเงินโลกที่โกลาหลมากอยู่แล้วท่ามกลางความวิตกว่า วิกฤติหนี้สินยุโรปจะลามไปยังอิตาลี กับสเปน

           การตัดสินใจปรับลดเครดิตของรัฐบาลสหรัฐ จากระดับ AAA สู่ระดับ AA+ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐมีต้นทุนการชำระหนี้จากการออกพันธบัตร และสัญญาต่างๆ เพิ่มขึ้นทันที 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากภาระดอกเบี้ยที่สหรัฐต้องจ่ายในปี 2553 ที่ระดับ 4.14 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 2.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก

           ทั้งยังส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน หรือรถยนต์เพิ่มขึ้น และจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจที่รัฐบาลนายโอบามาพยายามผลักดันให้หลุดพ้นจากจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่ก่อตัวขึ้นในสหรัฐเมื่อปี 2551 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

           เอสแอนด์พียังเตือนด้วยว่า อาจจะลดความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงมาอยู่ที่ระดับ AA ในอีก 2 ปีข้างหน้า หากรัฐบาลลดการใช้จ่ายได้น้อยกว่าที่ตกลงเอาไว้ คือ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 63 ล้านล้านบาท ในช่วง 10 ปีต่อจากนี้

           แม้นายโอบามาแสดงความเห็นว่า ข้อตกลงรอมชอมแบบประสาน 2 พรรคในเรื่องการลดการขาดดุลงบประมาณ เป็นก้าวสำคัญในการเดินไปยังแนวทางที่ถูกต้อง สหรัฐต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงเจตนารมณ์ ศักยภาพ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันสำหรับการแก้ปัญหาที่ท้าทายเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณและเศรษฐกิจ

           ทั้งยังเรียกร้องให้นักการเมืองสลัดเอาแนวความคิดทางการเมือง ที่แตกต่างไปไว้เบื้องหลังความตั้งใจที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งมากกว่า โดยเสนอให้มีการลดการขาดดุลงบประมาณ ผ่านการตัดลดโครงการทางสังคม การปฏิรูประบบภาษี และมาตรการเสริมเพื่อก่อให้เกิดการสร้างงานและทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง แต่ก็ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐให้เพิ่มขึ้นมาได้

           สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ทำรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ของสหรัฐไว้ว่า "การยกระดับเพดานหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐ ไม่เพียงพอต่อการลบภาพความไม่น่าเชื่อถือในเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะล้มเหลว แต่กลับทำให้ภาพของความไร้เสถียรภาพของสหรัฐปรากฏต่อสายตาชาวโลกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น" นอกจากนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง จากภาวะการส่งออกเงินเฟ้อของสหรัฐไปยังต่างประเทศ

           ซีซีทีวีระบุว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ความล้มเหลวในการบริหารเงินดอลลาร์ของรัฐบาลสหรัฐส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ลดลงอย่างชัดเจน และจีน ที่เป็นประเทศผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถึง 70% ของทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศมูลค่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ ได้รับผลกระทบต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์อย่างมาก

           ขณะเดียวกันการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์จะทำให้สินค้าอุปโภคสำคัญ เช่น น้ำมัน และทองคำ ที่อ้างอิงเงินดอลลาร์สหรัฐในการซื้อ-ขาย จะมีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง ที่เผชิญปัญหาเงินเฟ้ออยู่แล้วให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่เลวร้ายลงไปอีก นั่นหมายถึงราคาสินค้าภายในประเทศจะมีราคาสูงขึ้น ทำให้ประชาชนมีต้นทุนค่าใช้จ่ายประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

           นายเลีย วาลิฟ นักเศรษฐศาสตร์ชาวบราซิล ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของบราซิล ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาอย่างไม่ต้องสงสัย โดยจะทำให้เกิดความถดถอยในการปล่อยเงินกู้ และส่งผลต่อการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศลดลง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่บราซิลหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่อย่างใด

           เศรษฐกิจสหรัฐที่นักวิเคราะห์วิจารณ์ว่า เป็นเศรษฐกิจแห่งสวรรค์ที่ผลักภาระหนี้สินไปยังต่างประเทศ ก่อให้เกิดปัญหาต่อเศรษฐกิจโลกถึง 2 ครั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยครั้งแรกเกิดจากการที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในประเทศต้องล้มละลายจากการปล่อยเงินกู้ซื้อบ้านโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีมูลค่าเพียงพอ ก่อให้เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2551 และการที่เอสแอนด์พีตัดสินใจปรับลดระดับความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐ เมื่อพิจารณาจากนโยบายการคลังของประเทศที่ไม่น่าเชื่อถือว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นับเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรโลกอย่างแท้จริง และจะไม่สามารถแก้ไขได้หากรัฐบาลสหรัฐไม่ยอมเผชิญกับความเป็นจริง และยังคงผลักปัญหาทางการเงินให้ต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบแทนเช่นนี้ต่อไป