
ปากีสถานไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
ปากีสถานไม่น่ากลัวอย่างที่คิด : ที่นี่ บัวแก้ว วันที่ 8 ส.ค.
ปากีสถานมาจาก “Paki” คำภาษาอูรดูซึ่งแปลว่าบริสุทธิ์ (the pure) กับ “stan” แปลว่าดินแดนในภาษาเปอร์เซีย ประสบการณ์จากที่ได้มีโอกาสเหินฟ้าสู่เมืองละฮอร์ และการาจีกับคณะกรมเอเชียใต้ กระทรวงต่างประเทศ ทำให้ได้รู้จัก “ดินแดนของผู้บริสุทธิ์" ที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีอย่างยาวนานหลายแง่มุม และทำให้รู้ว่าปากีสถานไม่ได้แย่หรือน่ากลัวอย่างที่คิดภาพไว้
เมื่อถึงเมืองละฮอร์ เมืองอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของปากีสถานติดกับอินเดีย คณะไทยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีด้วยสายตาอ่อนโยนและรอยยิ้มทักทายจากเจ้าหน้าที่ทางการปากีสถาน พร้อมกับคำบอกเล่าว่า ที่ปากีสถาน รับช่องเนชั่นทีวีได้ด้วย
จากนั้นคณะไทยได้พบปะกับผู้แทนองค์กรอะฮาน (AHAN) ซึ่งได้ศึกษาต้นแบบโอท็อปจากญี่ปุ่นและไทย เพื่อแสดงให้เห็นการพัฒนาและสร้างอาชีพให้แก่คนยากจน แต่เมื่อศึกษาข้อมูลและรูปแบบแล้ว อะฮานน่าจะใกล้เคียงกับศูนย์ศิลปาชีพบางไทรมากกว่า เพราะเป็นการฝึกแรงงานในท้องถิ่นให้เรียนรู้และประดิษฐ์งานศิลปะตามวัสดุและแบบที่อะฮานดีไซน์ จากนั้นจะรับซื้อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดมาวางขายในช็อปปิ้งมอลล์
ภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐในละฮอร์และการาจี ให้ความสำคัญและสนับสนุนนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในปากีฯ เพราะมองว่าเทคโนโลยีของไทยไม่ไกลเกินเอื้อม
จุดเด่นของปากีสถานคือ เป็นประเทศกำลังพัฒนาหลังพ้นภัยสงคราม มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล แรงงานราคาถูก คนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูงประมาณ 30 ล้านคน
โดยเมืองละฮอร์ ถือเป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีห้างสรรพสินค้าหน้าตาคล้ายเจ้เล้งพลาซ่า สินค้าที่วางขายเป็นแบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศ รวมถึงสินค้าจากไทย
ขณะที่เมืองการาจีเป็นแหล่งการค้าที่มีความคึกคักคล้ายตลาดตันหยง สินค้าของฝากมีทั้งงานแกะสลักจากหินอ่อน ไม้ และทองเหลืองราคาถูก ส่วนตลาดเสื้อผ้าเริ่มมีเสื้อผ้าโหลจากเมืองจีนเข้าไปตีตลาดเสื้อผ้าพื้นเมืองแล้ว พ่อค้ารับเงินทุกสกุลรวมถึงเงินบาทไทย
กลุ่มธุรกิจที่ปากีฯ ให้ความสนใจ คือ ธุรกิจผลิตอาหารฮาลาลและแปรรูปผลไม้ โดยเฉพาะมะม่วงที่ล้นตลาดถูกทิ้งให้เน่าเสียเป็นจำนวนมาก คนปากีฯ จึงต้องการเรียนรู้ทักษะการถนอมอาหารจากไทย ซึ่งตลาดไม่ใช่แค่ในประเทศ เพราะปากีฯ เป็นประตูส่งออกไปยังตะวันออกกลางและเอเชียกลาง เนื่องจากอาหารฮาลาลของไทยยังเสียเปรียบกลุ่มประเทศมุสลิมในแง่อัตราภาษี
ข้อพึงระวังคือ นักธุรกิจที่สนใจเข้ามาลงทุนในปากีฯ ต้องศึกษาข้อกฎหมายอย่างละเอียด รวมถึงศึกษาคู่ธุรกิจอย่างถึงแก่น ต้องเลือกจับมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง มีโรงงานผลิตและตลาดในมือจริง ที่สำคัญนักลงทุนต้องมีสายป่านยาวเพื่อทำกำไรระยะยาว
ระบบสาธารณูปโภคเป็นอีกปัญหา ที่นี่ไฟฟ้าดับบ่อยมาก แม้ภาครัฐรับรองหนักแน่นว่าจะให้ความสำคัญจัดกระแสไฟฟ้าให้แก่นิคมอุตสาหกรรมมากกว่าแหล่งอื่น เครื่องปั่นไฟสำรองจึงต้องถูกบวกเพิ่มเป็นต้นทุนการผลิต
ส่วนเรื่องความไม่สงบนั้น เท่าที่สัมผัสเป็นปัญหาการเมืองภายใน ไม่ใช่การก่อการร้ายอย่างที่เข้าใจ สภาพปัญหาคล้าย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการลอบยิงและวางระเบิดเพื่อสังหารเจ้าหน้าที่รัฐ เรื่องการเดินขบวนประท้วงหรือปิดถนนในเมืองซึ่งแม้มีเป็นประจำ แต่ก็คล้ายม็อบเสื้อเหลืองเสื้อแดง ถ้าไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวก็ไม่โดนลูกหลง
แถมท้ายที่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ท้องถนนยามค่ำคืนทั้งในละฮอร์และการาจี ไม่ได้เงียบสงัด รถยนต์วิ่งกันขวักไขว่ กิจกรรมยามค่ำของคนปากีฯ คือการออกไปนั่งปิกนิกรับลมในสวนสาธารณะ ซึ่งเปิดบริการถึงเที่ยงคืน ส่วนคนชั้นกลางและคนชั้นสูง จะออกไปดินเนอร์ตามคลับเฮ้าส์หรือบ้านเพื่อนเศรษฐีด้วยกัน บางคืนอาจมีนัดซ้อนกันถึง 2 ดินเนอร์ปิดท้ายเที่ยงคืนตีหนึ่ง จนพูดกันเล่นๆ ว่าคนปากีฯ คงรวยจนเครียด ธนาคารให้ดอกเบี้ย 12.4% เซ็งจัดๆ ก็ต้องบินออกไปใช้เงินในลอนดอน
การจราจรค่อนข้างติดขัด คนปากีฯ ไม่สนกฎจราจร ไฟแดงมีไว้ฝ่า ตามสี่แยกจึงต้องเทลูกคั่นถนนให้สูงเป็นหลังเต่าเพื่อบังคับชะลอความเร็ว รถยนต์มักจอดในที่ห้ามจอด และไม่ใช่จอดเทียบซ้อน 2 แต่ซ้อนถึง 3 ชั้น ตำรวจต้องคอยเดินไล่และแจกใบสั่ง มาตรการเด็ดขาดคือยกรถด้วยรถโฟร์คลิฟต์ ตักลอยขึ้นทั้งคัน ไม่ใช่แค่ลากอย่างบ้านเรา
อีกปัญหาที่ต้องทำใจรับสภาพคือสายการบินในประเทศของปากีฯ ซึ่งดีเลย์ 4-6 ชั่วโมง จนเป็นเรื่องปกติ



