
ปตท.เร่งล้างภาพโขกกำไรการเมืองต้องให้อิสระ-หนุนขึ้นบริษัทชั้นนำ
ปตท.เร่งล้างภาพโขกกำไรการเมืองต้องให้อิสระ-หนุนขึ้นบริษัทชั้นนำ : สัมภาษณ์พิเศษ โดย ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทผู้นำด้านพลังงานของประเทศ และมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลทิศทางพลังงานของรัฐบาล ทำให้บางครั้งกลไกลการขับเคลื่อน หรือการพัฒนาองค์กรอาจทำได้ไม่เต็มที่ และที่สำคัญบุคลากรของ ปตท .ต่างก็ต้องการให้สาธารณชนมองภาพลักษณ์ของ ปตท. ในแง่บวกมากกว่าปัจจุบัน เนื่องจาก ปตท. มักถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ในการปลุกกระแสหลายด้าน
ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน (ผนญ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงฐานะของ ปตท. ว่า ปตท.เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีรายได้ปีละ 2 ล้านล้านบาท แต่หากคิดเป็นกำไรแล้วจะอยู่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท หรือแค่ 4% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น เพราะการเป็นองค์กรขนาดใหญ่มีภาระมาก โดยเฉพาะการลงทุนหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ให้ประเทศ
“ในสังคมยังมีบางกลุ่มที่มองว่า ปตท. จ้องแสวงหาผลกำไรมากๆ จึงขายน้ำมันและเชื้อเพลิงในราคาสูง ซึ่งจริงๆ แล้วราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกลตลาดโลกอยู่แล้ว ปตท. ไม่สามารถกำหนดได้ และกำไรแต่ละปีต้องส่งเข้ารัฐและใช้ขยายการลงทุนเพิ่ม ซึ่งกำไร 8 หมื่นล้านบาทนั้น ไม่ได้ถือว่ามากหากเทียบกับบริษัทเอกชนหรือบริษัทข้ามชาติ จึงอยากให้ประชาชน หรือกลุ่มบุคคลที่คอยใช้ ปตท. เป็นเครื่องมือมอง ปตท. ในแง่บวกบ้าง”
ทั้งนี้ งานของ ปตท. ถือว่ามีความท้าทายมาก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีการใช้พลังงานอย่างเข้มข้นติดอันดับของโลก โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้ไปเพื่อผลักดันการเติบโตของจีดีพีของประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ขณะที่ปริมาณน้ำมันในโลกกำลังจะหมดไป ซึ่งจากข้อมูลพบว่าน้ำมันจะหมดไปในอีก 60 ปีข้างหน้า ก๊าซธรรมชาติจะหมดไปในอีก 46 ปีข้างหน้า และถ่านหินจะหมดในอีก 120 ปีข้างหน้า
ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และประเทศไทยนำเข้าน้ำมันถึง 90% ทำให้ ปตท. มีพันธกิจต้องหาวัตถุดิบมาป้อนประเทศให้ได้ หากปตท. ยังถูกจำกัดบทบาท ยังไม่สามารถขยายการลงทุนได้เต็มที่คงทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะ ปตท. ต้องพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นองค์กรที่ใหญ่ขึ้น มีสายป่านยาวขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น หากภาครัฐไม่ส่งเสริมการดำเนินงาน หรือมีนโยบายที่ทำให้การลงทุนของ ปตท. สะดุดก็อาจจะเป็นปัญหาในระยะยาวได้
“ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจที่พร้อมจะสนองนโยบายรัฐบาล และดูแลให้ประชาชนซื้อเชื้อเพลิงในราคาไม่สูงเกินไป เช่น การตรึงราคาแอลจีพี เอ็นจีวี หรือดีเซลตามนโยบายของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา เพื่อลดภาระให้ประชาชนช่วงที่ค่าครองชีพสูงและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น แต่ต้องเป็นการแทรกแซงตลาดเพียงชั่วคราวเท่านั้น การตรึงราคาเชื้อเพลิงไม่สามารถทำได้ตลอดไป เพราะอาจเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานสิ้นเปลือง และราคาที่ถูกกว่าราคาที่แท้จริงถือเป็นการบิดเบือนตลาด ซึ่งส่วนนี้ต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย”
ตั้งเป้าติด100บริษัทชั้นนำของโลก
ดร.โชติชัย กล่าวต่อว่า การทำงานที่ ปตท. ในช่วงเวลา 1 ปี 6 เดือนที่ผ่านมา ได้พยายามชี้แจงทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน เอ็นจีโอ และสภาฯ ซึ่งในจุดนี้ได้อาศัยบทบาทหน้าที่ช่วงที่เป็นรองโฆษกรัฐบาลในการชี้แจงตรงนี้ได้ชัดเจนขึ้นในระดับหนึ่ง และเห็นว่าเป็นบทบาทที่ต้องทำต่อเนื่องในการสร้างความเข้าใจอันดีให้องค์กร เพื่อก้าวไปสู่การเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติต่อไป โดยเป้าหมายของ ปตท. คือต้องเป็นองค์กรที่สังคม ประชาชน ไว้เนื้อเชื้อใจ ได้รับการตอบสนองจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุด ซึ่งหมายถึงบริษัทผู้ค้าน้ำมัน นักการเมือง นักวิชาการ เอ็นจีโอ สื่อและอื่นๆ
"ในฐานะที่ยังเป็นรัฐวิสาหกิจและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ก็เน้นเรื่องการทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่หากให้เรามีอิสระในการบริหารจัดการ มีความคล่องตัวในการตัดสินใจมากขึ้น ก็น่าจะขับเคลื่อนองค์กรไปได้เร็วสอดรับกับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะตอนนี้ต้องยอมรับว่าเรายังเดินได้ช้าอยู่"
อย่างไรก็ตาม จากการคลุกคลีกับข้อมูลตัวเลขต่างๆ ทั้งภาวะเศรษฐกิจและทิศทางราคาพลังงาน มองว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ราคาน้ำมันจะแพงกว่านี้อีกเท่าตัว แม้จะมีการปรับเพิ่มแค่ปีละ 10% โดยแนวโน้มของราคาพลังงานจะไม่มีทางปรับลดลงกว่านี้อย่างแน่นอน ในครึ่งปีหลังมองว่าน้ำมันจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 100-105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งลดลงจากช่วงครึ่งปีแรกจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและปัญหาในสหภาพยุโรป (อียู) เฉลี่ยทั้งปีราคาน่าจะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยงานส่วนนี้ถือว่าได้นำประสบการณ์ช่วงที่เคยทำงานที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังมาเกือบ 17 ปีมาใช้ในการคาดการณ์วิเคราะห์เศรษฐกิจพลังาน ทั้งระดับมหภาค (แม็คโคร) และจุลภาค (ไมโคร) เพื่อใช้ในการวางแผนกำหนดกลยุทธ์การทำงานและการลงทุนของ ปตท. ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการวางแผนล่วงหน้าเป็นปี
“ราคาน้ำมันเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก และความต้องการใช้ แต่ราคาในประเทศไทยอาจจะอยู่ปัจจัยการเมืองด้วยว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลและพรรคใดจะเข้ามาบริหารจัดการด้านพลังงานหรือจะมีมาตรการใดๆ ออกมาอีกหรือไม่ ขณะที่ทั่วโลกมีปฏิญญาร่วมกันว่ารัฐบาลควรลดการอุดหนุน การพึ่งพาด้านพลังงานที่ต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะจะทำให้ภาคธุรกิจใช้พลังงานมากขึ้นและก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นแต่ขณะนี้ไทยยังทำสวนทาง”
ดร.โชติชัย กล่าวอีกว่า การทำงานส่วนที่ต้องประสานกับองค์กรต่างประเทศและเจรจาประชุมกับนานาชาติตามกรอบการตกลงของอาเซียนและอาเซียนบวก 3 รวมถึงเวิล์ด อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม ที่มีการประชุมใหญ่ประจำปีและประชุมย่อยๆ เพื่อดูขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ ซึ่งปีหน้าประมาณเดือนมิถุนายนไทยจะได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมดังกล่าว โดยงานนี้ ปตท. จะเข้าร่วมประชุมในฐานะองค์กรที่ดูแลด้านพลังงานด้วย
สำหรับเป้าหมายของ ปตท. คือการก้าวสู่ 100 อันดับของโลกในการเป็นบริษัทชั้นนำที่มียอดขายสูงสุด คาดว่าอีกไม่เกิน 10 ปี น่าจะเป็นไปได้จากปัจจุบันที่ ปตท. อยู่ในอันดับ 130 ของโลก ซึ่งวัดจากยอดขายหรือรายได้ในแต่ละปี แต่ปตท.คงยืนอยู่ไม่ได้หากสังคม ชุมชนไม่ยอมรับ โดยสุดท้ายแล้วความสำเร็จของประเทศและของ ปตท.ต้องเดินไปด้วยกัน



