ข่าว

พระธาตุแช่แห้งจังหวัดน่าน

พระธาตุแช่แห้งจังหวัดน่าน

08 ส.ค. 2554

พระธาตุแช่แห้งจังหวัดน่าน : พันเรื่องถิ่นแผ่นดินไทย โดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ และคณะ

          เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 19 พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ได้เผยแผ่ และมีอิทธิพลบนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิ นับแต่อาณาจักรสุโขทัย เรื่อยไปจนถึงอาณาจักรล้านนา ที่มีหริภุญไชย (ลำพูน) เป็นศูนย์กลางทางศาสนา และมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางทางการปกครอง สำหรับที่จังหวัดน่าน มีความเป็นมาของการรับศาสนาพุทธลัทธิลังกาวงศ์เช่นเดียวกับที่จังหวัดเชียงใหม่ที่รับมาจากสุโขทัยอีกต่อหนึ่ง ส่วนรูปแบบสถาปัตยกรรมรับมาจากลำพูน โดยรูปแบบในการสร้างองค์พระธาตุแช่แห้งนั้น ได้ถอดแบบมาจากองค์พระธาตุหริภุญไชย

           พงศาวดารจังหวัดน่านได้กล่าวไว้ว่า ในปี พ.ศ.1896-1902 พญาการเมือง เจ้าผู้ครองนครปัว ได้เดินทางไปช่วย พญาโสปัตตกันทิ แห่งกรุงสุโขทัย ในการสร้าง วัดหลวงอภัย และเมื่อแล้วเสร็จ พญาโสปัตตกันทิได้มอบพระธาตุ พระพิมพ์เงินและพระพิมพ์ทองให้แก่พญาการเมือง เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐานที่เมืองปัว ในครั้งนั้นพระมหาเถระธัมมะบาล แห่งกรุงสุโขทัยได้ร่วมเดินทางกลับไปที่เมืองปัวด้วย และได้แนะนำให้พญาการเมือง สร้างองค์พระธาตุเพื่อบรรจุสิ่งที่เป็นมงคลที่ได้นำมานั้น ในบริเวณเนินภูเพียงแช่แห้ง

           สำหรับบริเวณภูเพียงแช่แห้งที่ประดิษฐานองค์พระธาตุ อันเป็นที่มาของชื่อองค์ “พระธาตุแช่แห้ง” นั้น ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน แต่เดิมเป็นเมืองที่ย้ายมาจากเมืองปัว ซึ่งถูกครอบงำโดย พญางำเมือง แห่งอาณาจักรภูกามยาว (พะเยา) ภายหลังเมื่อได้มีสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรสุโขทัย จึงได้ย้ายเมืองมาอยู่ในบริเวณภูเพียงแช่แห้งแห่งนี้ และเพื่อเป็นหลักฐานทางไมตรี ตลอดจนเป็นไปเพื่อการคานอำนาจแห่งอาณาจักรภูกามยาวอีกทางหนึ่ง จึงได้อัญเชิญพระธาตุจากเมืองสุโขทัยมาประดิษฐานที่พระธาตุแช่แห้ง ดังได้เล่าไว้ในตอนต้น

           ภายหลังเมืองภูเพียงแช่แห้งได้ประสบปัญหาภัยแล้ง ดังนั้นในปี พ.ศ.1911 พญาผากอง ซึ่งเป็นโอรสของพญาการเมือง ได้ทำการย้ายเมืองข้ามฝั่งมาอยู่ทางฟากตะวันตกของแม่น้ำน่าน อันเป็นที่ตั้งของตัวจังหวัดน่านในปัจจุบันนี้ ต่อมาในปี พ.ศ.1993 พระเจ้าติโลกราช แห่งราชวงศ์มังรายได้ผนวกเมืองน่านไว้กับอาณาจักรล้านนาได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้อำนาจแห่ง “ราชวงศ์ภูคา” ที่ปกครองน่านมาช้านานต้องสิ้นสุดลง ในสมัยพญาผาแสง เพราะได้มีการส่งเจ้าเมืองจากเชียงใหม่มาปกครองเมืองน่านแทน ในฐานะเมืองหน้าด่านของล้านนา

           ครั้นเมื่ออำนาจแห่งกรุงหงสาวดีได้มาตั้งมั่นบนผืนแผ่นดินล้านนาเป็นเวลากว่า 200 ปี นับแต่ปี พ.ศ.2103-2328 เมืองน่านก็ตกอยู่ในสภาพของการเป็นเมืองขึ้นของพม่า เช่นเดียวกับเมืองทั้งหลายในอาณาจักรล้านนา ต่อมาในปี พ.ศ.2331 เจ้าอัตถวรปัญโญ ได้ขอเป็นขอบขัณฑสีมากับกรุงเทพฯ รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองน่าน โดยสืบทอดมาจนถึง เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เป็นเจ้าผู้ครองนครน่านเป็นองค์สุดท้าย ตราบจนถึงแก่พิราลัยในปีพ.ศ.2474 เมืองน่านจึงเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานเมืองหนึ่ง ตลอดถึงมีองค์พระธาตุแช่แห้ง เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยอีกแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญในอาณาจักรล้านนา พรุ่งนี้ยังอยู่กันที่เมืองน่านไปเที่ยว “วัดภูมินทร์” กันต่อครับ