ข่าว

ที่ดินหรือที่ป่า

ที่ดินหรือที่ป่า

08 ส.ค. 2554

ที่ดินหรือที่ป่า : วิถียุติธรรม โดย ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ

           อ่านแล้วอาจจะรู้สึกงงว่าที่ป่าหรือที่ดินก็หมายความถึงที่ผืนเดียวกันแต่สถานะทางกฎหมายต่างกันและมีผลกระทบต่อวิถียุติธรรมในสังคมไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่กระแสการปราบปรามการบุกรุกที่ป่าสงวนทำให้ประเด็นการพิสูจน์สถานะของที่ดินกลายเป็นประเด็นร้อน

            โครงสร้างสถานะทางกฎหมายของที่ดินในบ้านเรามีความสับสนอันเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการไม่ว่าจะเป็นประเด็นสุดคลาสสิกคือการทุจริตคอรัปชั่น กระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความชัดเจนและเด็ดขาด หรือตัวกฎหมายเองที่มีความล้าสมัย สาเหตุเหล่านี้ส่งผลกระทบมากมายและสะสมมาจนทุกวันนี้โดยไม่มีทีท่าจะหาข้อยุติด้วยวิถียุติธรรมได้ง่ายๆ

            ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีการขุดคุ้ยการถือครองที่ดินมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ที่สื่อมวลชนมักจะใช้คำว่า ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น หรือนายทุน ถือครองอยู่เป็นจำนวนมากและแน่นอนว่าจะต้องเป็นบริเวณที่หากจะมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันแล้วจะมีราคาค่อนข้างสูงกว่าปกติ

            ประสบการณ์ที่จับกระแสได้จากสื่อมวลชน ทำให้คิดไปได้ว่ากติกาสำหรับการเข้าถือครองที่ดินในสังคมไม่เป็นระบบและสร้างความไม่เป็นธรรมสูงมาก เมื่อผสมผสานกับปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของชาวบ้านจึงทำให้รู้สึกได้ว่าปัญหาเรื่องนี้ไม่ธรรมดา และต้องเร่งรีบหาทางออกของปัญหานี้

            ความลึกลับซับซ้อนของปัญหาที่ดินในบ้านเราเมื่อบวกกับการบริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความลังเลไม่แน่ใจในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะหากแสดงความคิดเห็นไปในขณะที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามข้อสมมติฐานจะยิ่งก่อความสับสนให้แก่สังคมมากขึ้นด้วยซ้ำไป

            การสร้างมาตรการหรือกระบวนการในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องเป็นมาตรการหรือกระบวนการที่มีกลไกและอำนาจตามกฎหมายอย่างชัดเจน เหตุผลข้อสำคัญในเรื่องนี้เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายที่ดินในบ้านเรานั้นมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องมากมายและแต่ละหน่วยไม่อาจประสานงานให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกันได้ เนื่องจากปัญหาความบกพร่องเชิงโครงสร้างตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น

            เมื่อพลิกรัฐธรรมนูญมาอ่านดูก็พบว่ามีบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไว้อย่างชัดเจน แม้ว่าการขับเคลื่อนเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญจะมีความล่าช้า รวมทั้งสังคมมีวาทกรรมเรื่องนี้อย่างมากมายและต่อเนื่องก็ตาม และเมื่อหันมาดูเรื่องของที่ดินจึงคิดท้าทายเช่นกันว่าหากได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปการถือครองที่ดินหรือการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับที่ดินไว้ในรัฐธรรมนูญอาจจะเป็นการยกระดับเรื่องนี้ขึ้นมาสู่ความสนใจและความจริงจังของเรื่องมากกว่าการตั้งหน่วยงานที่มีชื่อสื่อความหมายถึงการปฏิรูปเชิงระบบแล้วก็ตาม แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าลักษณะโครงสร้างการทำงานที่ผ่านมายังไม่เกิดประสิทธิภาพอย่างชัดเจนและไม่อาจต่อกรกับสิ่งที่สื่อมวลชนเรียกว่าอิทธิพลและนายทุนได้

            การเสริมศักยภาพให้แก่ภาคประชาชนในเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง แต่ด้วยวิธีคิดว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องของอำนาจรัฐเท่านั้นกระบวนการขับเคลื่อนของชาวบ้านจึงถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับภาครัฐ ซึ่งวิธีคิดและมุมมองเช่นนี้ขัดกับความเป็นจริงตามธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะต้องมีที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน เมื่อเกิดการเรียกร้องหรือการบังคับใช้กฎหมายจึงกลายเป็นความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงและในที่สุดไม่อาจแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้กลายเป็นการสะสมสภาพปัญหาต่อไปอีก

            เรื่องนี้ต้องคิดร่วมกันอย่างจริงจังจะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีบทบาทนำไม่ได้เพราะมนุษย์กับผืนแผ่นดินเป็นของคู่กันตามธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของอำนาจหรืออิทธิพลแต่เพียงอย่างเดียว