
ทบ.โฟกัส'ใบพัดหาง'ไขปมเบลล์212ตก
เปิดใจ"ผบ.ศูนย์การบินทหารบก"มุ่งชำแหละ"ใบพัดหาง"เบลล์ 212 : ทีมข่าวความมั่นคง รายงาน
ถือเป็น "บทเรียน" ครั้งสำคัญของศูนย์การบินทหารบก (ศบบ.) ที่จะต้องกลับมาทบทวนถึงสาเหตุที่เฮลิคอปเตอร์ (ฮ.) 3 รุ่น และ 3 ลำ ต้องมาประสบอุบัติเหตุตกในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 17 นาย เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
แม้จะค่อนข้างชัดเจนว่า อุบัติเหตุ 2 ลำแรกเกิดจาก "สภาพอากาศ" ไม่ได้เกิดจากตัวนักบิน และเครื่องยนต์ ส่วนลำที่ 3 น่าจะเกิดที่ "อุปกรณ์" ภายในตัวเครื่อง แต่มันก็ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อกองทัพ และกระทบต่อขวัญกำลังใจของกำลังพลไม่น้อย
พล.ต.พิทยา กระจ่างวงษ์ ผู้บัญชาการศูนย์การบินทหารบก (ผบ.ศบบ.) ชี้แจงถึงสาเหตุเบื้องต้นที่ ฮ.ทั้ง 3 ลำประสบอุบัติเหตุว่า สำหรับรายละเอียดจะต้องรอคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกองทัพบก (ทบ.) สรุปผลออกมาก่อน
อย่างไรก็ตาม หากเป็น "ผลสรุปขั้นต้น" อุบัติเหตุ 2 ลำแรก เกิดจาก "สภาพอากาศ" แปรปรวน ส่วนลำที่ 3 เกิดจากการขัดข้องของ "ใบพัดหาง"
"ผมไม่ได้สอบถามในรายละเอีอดของคณะกรรมการ เพราะต้องการปล่อยให้มีการพิจารณาอย่างเสรี และจะไม่ไปก้าวล่วงการทำงาน ตามระเบียบการตรวจสอบจะใช้เวลาประมาณ? 30 วัน แต่ถ้ายังไม่สามารถสรุปได้ก็สามารถเลื่อนเวลาออกไปได้อีก ซึ่งการตรวจสอบกรณีดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะต้องเลื่อนเวลาในการหาข้อเท็จจริง เพราะเหตุการณ์ ฮ.ตก 2 ลำแรก คือ ฮ.ท.1 (ฮิวอี้) ฮ.ท.6 (แบล็กฮอว์ก) และเบลล์ 212 เพราะคณะกรรมการยังไม่สามารถเข้าไปดูหรือตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุได้เลย"
พล.ต.พิทยากล่าวถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบสาเหตุ ฮ.ตกว่า ขณะนี้อาศัยเพียงพยานบอกเล่า และรวบรวมจากภาพถ่ายต่างๆ รวมถึงพยานวัตถุของอากาศยานที่ทางต้นสังกัดรวบรวมมาให้คณะกรรมการ จึงทำให้การวิเคราะห์ค่อนข้างลำบาก
ส่วน ฮ.แบบเบลล์ 212 ที่ตกเป็นลำที่ 3 นั้น พล.ต.พิทยา กล่าวว่า ซากของอากาศยานส่วนใหญ่จะโดนไฟไหม้เสียหาย ดังนั้น จะมีการวิเคราะห์ประเด็นอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ระบบเครื่องยนต์ แต่ก็จะดูได้ยากหน่อย
สำหรับผลสรุปของการสอบสวน โดยเฉพาะรายละเอียดจะเกี่ยวข้องกับตัวอากาศยาน และเกี่ยวข้องกับ "ระดับหน่วย" ที่มีหน้าที่ในการซ่อมอากาศยาน และลงไปดูซาก ฮ.
"เราจะต้องนำชิ้นส่วนบางชิ้นส่วนของ ฮ.แบบเบลล์ 212 ไปให้แก่บริษัทเบลล์เฮลิคอปเตอร์ตรวจสอบอีกครั้ง หากมีผลกระทบกับเฮลิคอปเตอร์แบบเบลล์ที่มีไว้ใช้งานทั่วโลก ก็จะต้องแจ้งเตือนให้บริษัทเบลล์เข้าไปตรวจสอบด้วย" พล.ต.พิทยากล่าว
พล.ต.พิทยากล่าวเพิ่มเติมถึงการเช็กสภาพ ฮ.ที่ประจำการอยู่ในกองทัพว่า ปกติฮิวอี้และแบล็กฮอว์กได้มีการตรวจตามปกติของหน่วยที่รับผิดชอบอยู่แล้ว เพราะสาเหตุที่ฮิวอี้และแบล็กฮอว์กตกไม่ได้เกี่ยวข้องกับอากาศยานหรือเครื่องยนต์ แต่เกิดจากสภาพอากาศ
ส่วนเบลล์ 212 ได้รับแจ้งจากกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) ให้ "งดบิน" เป็นอันดับแรก จากนั้นให้หน่วยที่รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ และอากาศยานโดยละเอียด โดยจะเน้นตรวจสอบ "ใบพัดหาง" หากไม่ผิดปกติก็สามารถทำการบินได้ตามปกติ
"การตรวจสอบเบลล์-212 ไม่ได้กระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพ เพราะสามารถใช้ ฮ.รุ่นอื่นทดแทนได้ เพราะศูนย์ปฏิบัติการกองทัพของแต่ละกองทัพภาคไม่ได้มี ฮ.แบบเบลล์ 212 แต่มี ฮ.แบบ ฮ.ท.1 (ฮิวอี้) รวมทั้ง ฮ.แบบเบลล์ 206 และ ฮ.รุ่นแบล็กฮอว์ก ซึ่งถือว่า ฮ.ที่ประจำการอยู่ยังเพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจ" ผบ.ศบบ.กล่าวยืนยันความพร้อม
พล.ต.พิทยากล่าวถึงคุณภาพของ "นักบิน" ทบ.ว่า นักบินทั้ง 6 นายที่เสียชีวิตเป็นนักบินที่มีความรู้ความสามารถทุกคน ซึ่งนักบินที่ 1 ต้องมีชั่วโมงการบินเฉลี่ย 1,500- 3,000 ชั่วโมง ส่วนนักบินที่ 2 จะมีชั่วโมงการบินเฉลี่ย 600-1,500 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาบุคลากร ฝึกบินทบทวนตามวงรอบการฝึกประจำปีของแต่ละหน่วย โดยบินจากอากาศยานจริง และจำลอง และตรวจสอบมาตรฐานการบิน 2 ปีต่อครั้งตามวงรอบ 6 เดือน
โดยจะมีการตรวจสอบโดยคณะกรรมการของกองทัพบก ซึ่งจะมีการสอบทั้งภาควิชาการ และภาคการบิน โดยต้องผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
ผบ.ศบบ.อธิบายขั้นตอนการตรวจสอบ ฮ.ก่อนบินในแต่ละวันว่า "ก่อนการบินในแต่ละครั้ง ช่างของหน่วยจะทำการตรวจทุกวันและบันทึกไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นนักบินจะมาตรวจสอบอีกครั้งก่อนทำการบิน ซึ่งเมื่อทำการบินแล้วก็จะกลับมาตรวจหลังการบินอีกครั้งโดยช่างประจำอากาศยาน นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพิเศษ ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากการตรวจสอบพบว่ามีชิ้นส่วนที่จะก่อให้เกิดอันตราย และจะแจ้งไปยังหน่วยต่างๆ ที่มีเครื่องบินชนิดเดียวกันให้ทำการตรวจพิเศษกับชิ้นส่วนนั้นๆ ด้วย"
สำหรับ "เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง" ก็เป็นไปตามมาตรฐานตาม "หลักสูตรช่างซ่อมอากาศยาน" ของโรงเรียนการบินทหารบก โดยมีระบบการตรวจสอบการบริหารทรัพยากรการบินประจำปี ปีละ 1 ครั้ง
ผบ.ศบบ.อธิบายว่า การตรวจสอบดังกล่าวจะตรวจสอบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบินทั้งหมด ทั้งอุปกรณ์ สถานที่ นักบิน ช่างภาคพื้น สนามการบิน หอบังคับการบิน ฯลฯ เพื่อดูว่าพร้อมที่จะใช้งานหรือไม่
ส่วนเครื่อง ฮ.ท.1(ฮิวอี้) ที่เป็นเครื่อง "มือสอง" และมีอายุหลายสิบปีนั้น พล.ต.พิทยาชี้แจงว่า แม้จะเป็นเครื่องมือสอง แต่ก็ผ่านการซ่อมจากโรงงานเมื่อปี 2547 มาแล้วจนเสมือนได้ของใหม่ โดยเป็นการซื้อจากกองทัพสหรัฐ ตามโครงการช่วยเหลือประเทศต่างๆ
ขณะที่ ฮ.รุ่นแบล็กฮอว์ก เป็นเครื่องใหม่ที่ซื้อเข้ามาประจำการเมื่อปี 2545 รวมถึงเบลล์ 212 ก็เป็น "เครื่องมือหนึ่ง" ที่เข้าประจำการในปี 2535 โดยระบบการซ่อมเป็นไปตามมาตรฐานของกองทัพบกสหรัฐ
ผบ.ศบบ.ระบุว่า ระบบการซ่อมบำรุงของกองทัพมี 3 ขั้น คือ 1.การซ่อมระดับหน่วยที่ใช้อากาศยาน เป็นการซ่อมตามระยะเวลาตามคู่มือ และไม่ตามระยะเวลา ซึ่งจะมีการเก็บประวัติชิ้นส่วนอะไหล่ และเมื่อหมดสภาพก็จะเปลี่ยนอะไหล่ใหม่
2.การซ่อมขั้นสนาม ถือเป็นความรับผิดชอบของหน่วยที่ใช้อากาศยาน คือ กองพันขนส่งซ่อมบำรุง กองบินทหารบก กรมการขนส่งทหารบก ซึ่งขั้นตอนนี้มีความยุ่งยาก ต้องใช้เครื่องมือ และบุคลากรพิเศษ
3.การซ่อมขั้นคลัง หรือขั้นโรงงาน ซึ่งปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว แต่ใช้การจ้างตรงกับบริษัท และส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทผู้ผลิต
สำหรับการซ่อมในระดับหน่วย ศบบ.เป็นแค่หน่วยใช้ ก็จะมีการตรวจบำรุงประจำวัน คล้ายการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ที่ต้องตรวจทุก 5,000-10,000 กิโลเมตร ซึ่งจะมีชิ้นส่วนที่จะต้องเปลี่ยนตามระยะเวลา
ขณะที่การซ่อมบำรุง ฮ.แบบฮิวอี้ ที่มีอายุการใช้งานเป็นเวลานาน เดิมจะดำเนินการแบบ "รวมการ" คือทั้ง 3 เหล่าทัพร่วมกันดำเนินการซ่อมที่กองซ่อมอากาศยานของกองทัพอากาศ แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว
"ปัจจุบันกองทัพบกใช้วิธีการจ้างซ่อมในขั้นคลังกับขั้นโรงงาน ด้วยการจ้างบริษัทรับเหมา จำนวน 16 เครื่อง ดังนั้น การซ่อมบำรุงของกองทัพบกจึงเหลืออยู่ 2 ระดับ คือระดับหน่วยใช้กับหน่วยสนาม" พล.ต.พิทยากล่าว
ส่วนประเด็นที่มีเครื่องไม่พร้อมบิน (กราวนด์) จำนวนมากนั้น พล.ต.พิทยาชี้แจงว่า การที่เครื่องกราวนด์เยอะเพราะเราไม่ฝืนบิน เมื่อหมดชั่วโมงแล้ว และมีอะไหล่อยู่ในคลังเราก็สามารถเปลี่ยนได้เลย แต่อันไหนไม่มีก็จะต้องเบิกหน่วยเหนือต่อไป ซึ่งต้องรออะไหล่ ทำให้เครื่องกราวนด์เยอะ ซึ่งอาจจะติดขั้นตอนการจัดซื้อจัดหา หรืออะไหล่บางรุ่น เช่น แบล็กฮอว์ก และชีนุก ซึ่งเราจัดหาโดยระบบเอสเอ็มเอส หรือการจากโครงการช่วยเหลือจากกองทัพบกสหรัฐ ในการจัดหาอะไหล่จะต้องเข้าไปสู่ระดับของความเร่งด่วนด้วย
"ปัจจุบันแบล็กฮอว์ก ชีนุก ถูกนำไปใช้ในอิรักและอัฟกานิสถานเป็นจำนวนมาก ซึ่งความเร่งด่วนของไทยจัดอยู่ในระดับต่ำ แม้บางครั้งเราต้องการชิ้นส่วนนี้ แต่บังเอิญจะต้องไปสนับสนุนทางโน้นก่อน เราก็ต้องรอเป็นปี มีเงินก็ซื้อไม่ได้"
ผบ.ศบบ.กล่าวถึงแนวทางการสรุปบทเรียนจากอุบัติเหตุทั้ง 3 ครั้งว่า ศบบ.พยายามอบรมสัมมนากำลังพลโดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง ?3 กรณีว่าเกิดจากอะไร โดย 2 กรณีแรกเกิดจากสภาพแวดล้อมก็จะมีการบรรยายทบทวนความรู้เกี่ยวกับวิชาอุตุนิยมวิทยาการบิน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาบรรยาย รวมถึงเทคนิคการบินในพื้นที่ป่าเขา รวมถึงการเตรียมฐานปฏิบัติการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น



