
'เฉลิมชัย'ชนะใจคนในก่อนชนะใจปชช.
"เฉลิมชัย ศรีอ่อน" ชนะใจคนในก่อนชนะใจปชช. : ขยายปม โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์
ได้เห็นหน้าตาของ 19 คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่พูดได้คำเดียวว่า "เหล้าเก่าในขวดใหม่" เพราะส่วนใหญ่เป็นคนในกลุ่มของ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เกินกว่าครึ่ง
ตำแหน่ง "เลขาธิการพรรค" ของ "เฉลิมชัย ศรีอ่อน" อดีต รมว.แรงงาน และรองหัวหน้าพรรค ถือว่าใหม่และสร้างความแปลกใจให้แก่สมาชิกพรรคบางกลุ่มมากที่สุด
เพราะการที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรค เสนอชื่อ "เฉลิมชัย" มานั่งในตำแหน่ง "แม่บ้านพรรค" หลายคนทราบดีว่า "เฉลิมชัย" มาจากคนละขั้วกับ "สุเทพ" แม้ว่า "หัวหน้า" จะมีชื่อของ "ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์" ร่วมชิงตำแหน่ง "เลขาธิการพรรคคนใหม่" ด้วยแต่สุดท้าย "ชัยวุฒิ" ขอถอนตัว
ถือว่า "แม่บ้านพรรค" กับ "กรรมการบริหารพรรค" ส่วนใหญ่อยู่คนละขั้ว อนาคตจะมีผลต่อขบวนการขับเคลื่อนนโยบายภายในพรรคหรือไม่น่าสนใจไม่ใช่น้อย
หากไล่เรียงแล้วจะเห็นว่ากรรมการบริหารพรรคไม่ต่ำกว่า 10 คน ถูกมองว่ามีความใกล้ชิดและสนิทสนมกับ "สุเทพ" มาก ไม่ว่าจะเป็น ชำนิ ศักดิเศรษฐ์, จุติ ไกรกฤษ์, อภิรักษ์ โกษะโยธิน, ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู, อิสสระ สมชัย, ถาวร เสนเนียม, นราพัฒน์ แก้วทอง, ศุภชัย ศรีหล้า, ชินวรณ์ บุณยเกียรติ, รัชดา ธนาดิเรก
ผลการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้น่าสนใจมากที่สุดคือ การเลือกตั้งตำแหน่ง "เลขาธิการพรรค" เพราะผลการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคิดเป็นสัดส่วน 96.30 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่ผลการเลือก "เลขาธิการพรรค" มีสัดส่วนเพียง "72.89 เปอร์เซ็นต์" มีสมาชิกกากบาทบัตรเลือกตั้งครั้งนี้ในช่อง "ไม่ลงคะแนน" เลือก "เฉลิมชัย" เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์
นั่นแสดงให้เห็นว่ามีสมาชิกส่วนหนึ่ง "ไม่เชื่อมั่น" ในการทำหน้าที่ "แม่บ้านพรรค" ของ "เฉลิมชัย" ในสถานการณ์การเมืองที่ "คู่แข่ง" อย่าง "พรรคเพื่อไทย" เป็นรัฐบาลได้เปรียบทางการเมืองเหนือประชาธิปัตย์หลายด้าน
มีสมาชิกบางคนภายในพรรคเห็นว่าคะแนนที่ "เฉลิมชัย" ได้กว่า 72 เปอร์เซ็นต์ไม่ถือว่า "ขี้เหร่" เกินไปนัก เพราะการลงคะแนนสมาชิกน่าจะยังติดภาพอยู่กับเป็น "เลขาธิการพรรค" ของ "สุเทพ" เมื่อนำประสบการณ์ของ "เฉลิมชัย" กับ "สุเทพ" มาเทียบเคียงกันจึงทำให้ผลการลงคะแนนของ "เฉลิมชัย" ออกมาอย่างที่เห็น
เพราะชั่วโมงบินทางการเมืองของ "สุเทพ" เหนือกว่า "เฉลิมชัย" เพราะเข้ามาเล่นการเมืองตั้งแต่ปี 2522 ดำรงตำแหน่งเสนาบดีที่สำคัญหลายกระทรวงขณะที่ "เฉลิมชัย" เริ่มสมัครเป็น ส.ส.ครั้งแรกเมื่อปี 2544 ก่อนเป็นเลขาธิการพรรค ได้รับเลือกเป็น "รองหัวหน้าพรรค" ดูแล ส.ส.ภาคกลาง ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่งได้รับตำแหน่งเป็น "รมว.แรงงาน" ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
จึงเป็นธรรมดาที่สมาชิกส่วนหนึ่งจะไม่มั่นใจต่อบทบาท "แม่บ้านพรรค" ของ "เฉลิมชัย" แต่ไม่รวมคะแนนเสียงของ "กลุ่มสุเทพ" ที่มี "ธง" อยู่ในใจก่อนจะ "หย่อนบัตร" เลือกเลขาธิการพรรคคนใหม่ตั้งแต่แรก
หากมองในแง่บวกหลังจากพรรคประชาธิปัตย์ได้ "แม่บ้าน" ชื่อ "เฉลิมชัย" เพราะนับจากนี้ไปในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคหรือที่ประชุม ส.ส.ของพรรคจะมีการปราศรัยกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นโดยไม่ต้อง "เกรงใจ" จนทำให้ "เรื่องดีๆ" หลายเรื่องต้องหายไปจะเริ่มมีให้เห็นในที่ประชุมมากขึ้น
ที่ผ่านมา "สมาชิก" หลายคนไม่พอใจต่อหลายเรื่องที่ "หัวหน้าและเลขาธิการพรรค" ตัดสินใจโดยไม่ได้นำมาหารือในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคทั้งที่บางเรื่องส่งผลกระทบทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าพรรคจะให้อำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับ "ดุลพินิจ" ของหัวหน้าพรรคก็ตาม
ซึ่งหลายครั้งสร้างความกังวลใจให้แก่ "ผู้ใหญ่" ในพรรค เช่น ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์, บัญญัติ บรรทัดฐาน ประธานที่ปรึกษาพรรค แต่ไม่มีใครออกมาให้สัมภาษณ์ เพราะเกรงว่าจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรค จนกระทั่ง "พิชัย รัตตกุล" อดีตหัวหน้าพรรค รองประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ออกมาให้สัมภาษณ์
ดังนั้นการที่ "อภิสิทธิ์" เสนอชื่อ "เฉลิมชัย" มานั่ง "เลขาธิการพรรค" ส่วนหนึ่งน่าจะต้องการแสดงให้เห็นว่ารับฟังเสียง "ตำหนิ" จากผู้ใหญ่ในพรรคด้วยเหมือนกัน
จากนี้ไปการทำงานของ "หัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรค" ต้องเคียงข้างกันตลอดด้วย "วัย" ที่ใกล้เคียงกันระหว่าง "อภิสิทธิ์" กับ "เฉลิมชัย" จะทำให้การตัดสินใจเรื่องสำคัญน่าจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้นโดยไม่ต้องคำนึงถึงคำว่า "เกรงใจ" เหมือนในอดีต
สำหรับผู้ที่รับศึกหนักจากนี้ไปคือ "เฉลิมชัย" เพราะนอกจากจะ "รบ" กับคู่แข่งทางการเมืองในยุคที่ "ประชาธิปัตย์" เป็นฝ่ายค้านแม้ว่า "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" จะประกาศว่า "มาแก้ไข ไม่แก้แค้น" แต่ "แม่ทัพตัวจริง" อย่าง "ทักษิณ ชินวัตร" คิดอะไรอยู่ในใจใครจะรู้
การจับมือกับนักธุรกิจเพื่อสนับสนุนพรรคอาจไม่ง่ายเมื่อเทียบกับสมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เพราะเมื่อพรรคเพื่อไทยสลับขั้วไปเป็นฝ่ายกุมอำนาจผู้ที่เคยสนับสนุนจากนี้ไปอาจเป็นฝ่ายวิ่งหนี เนื่องจากไม่อยากถูกเพ่งเล็งจาก "คู่แข่ง" ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์
แต่ที่ "เฉลิมชัย" ไม่ควรมองข้ามคือหาสาเหตุของ "คะแนนเสียง" ที่หายไปเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหาทางแก้ไขและเรียกความเชื่อมั่นจากสมาชิกกลับคืนมา ก่อนที่ "แรงกระเพื่อม" จะกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ในอนาคต
หากผลการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่สร้างความพอใจให้แก่ทุกกลุ่มภายในพรรคทุกอย่างก็ถือว่าจบทุกฝ่ายจับมือกันมุ่งหน้าช่วยกันสร้างพรรคให้เป็นพรรคของประชาชนทุกภาค
แต่ถ้าผลการเลือกตั้งยังมี "แกนนำ" หรือ "อดีตแกนนำบางคน" ไม่พอใจไม่จบ จะทำให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของพรรคเดินหน้าไปด้วยความยากลำบาก
ดังนั้นก่อนที่ "เฉลิมชัย" จะนำเอาชนะใจประชาชนควรหันมาชนะใจคนในพรรคโดยเฉพาะ "ผู้ใหญ่" และคนที่ "เสียงดัง" พูดแล้วสมาชิกส่วนใหญ่ฟังให้เรียบร้อยก่อน!



