
"ปฐมพงษ์แนะตั้งหน่วยพิเศษสอบคดีสนธิ
ปฐมพงษ์ กระทุ้งรัฐบาลตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาสอบสวนคดีลอบยิง สนธิ ว่าใครได้ผลประโยชน์โดยตรง หากทำได้จะเรียกความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศได้ ถ้าทำไม่ได้จะถูกตำหนิจากสังคม พร้อมเชิดชู สนธิ เป็นตัวอย่างที่ดีในการปกป้อง ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์
(25เม.ย.) พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “ลับ ลวง พราง” ทางคลื่นวิทยุเอ็มเอฟ 100.5 เมกะเฮิร์ต ถึงสถานการณ์บ้านเมืองหลังคนร้ายยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ว่า รัฐบาล และกองทัพ จะต้องหาความจริงออกมาให้ได้จะทำเพิกเฉยเหมือนก่อนไม่ได้ และสถานการณ์บ้านเมืองมาถึงจุดที่จะต้องเอาใจใส่หาความจริงให้ได้ เพราะเหตุใดเมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงได้มีการนำอาวุธสงครามมาก่อเหตุ จะปล่อยให้เหตุการณ์เงียบคงไม่ได้ เพราะคนที่รักนายสนธิ ก็ไม่ยอม
เมื่อถามว่า มองว่าการยิงนายสนธิ เป็นกลุ่มคนมีสีจริงหรือไม่ พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า ตนให้ข้อพิจารณาว่าใครจะมีโอกาสที่จะยิงปืนพวกนี้ได้ คงไม่ใช่มือสมัครเล่น แต่จะต้องเป็นอาชีพและมีความชำนาญจึงสามารถหลบหนีได้ เมื่อถามว่า การที่นายสนธิโจมตีกองทัพ มีส่วนหรือไม่ว่าจะเป็นสาเหตุหนึ่ง พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า การที่นายสนธิพูดออกไปก็จะต้องดูพื้นฐานว่ามีความจริงหรือไม่ คนเราถ้าจะโกรธแค้นถึงขนาดว่าเขาพูดความจริงและไม่ปรับปรุง ตนคิดว่าคนนั้นชั่วร้ายมาก ดังนั้นใครก็แล้วแต่ที่คิดร้ายต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นายสนธิจะโจมตีไม่เว้นแม้กระทั่งจะต้องเผชิญหน้ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และไล่ล่าจนทำให้มีแนวร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นกลุ่ม พธม.
“การที่นายสนธิไปโจมตีคนนั้นคนนี้ แล้วหาเหตุว่า นายสนธิทำแบบนั้นจึงได้มีศัตรูเยอะ ผมคิดว่าถ้าคิดแบบนี้อีกหน่อยคงไม่มีใครปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อีก ผมว่านายสนธิเป็นตัวอย่างที่ทุกคนจะต้องกล้าหาญแบบนี้ ทั้งนี้หลายครั้งที่เกิดเรื่องขึ้นในสังคมไทย กองทัพเจอเหตุการณ์ตลอด ดังนั้นกองทัพจะต้องเปิดใจกว้าง และร่วมมือกับตำรวจในการคลี่คลายปัญหา เพราะประชาชนจะได้ไว้วางใจว่าทหารไม่ได้ปกป้องเรื่องที่ตัวเองอาจจะเข้าไปเกี่ยวข้อง ที่ผ่านมามักจะมีความรักเพื่อนอยู่เสมอ ดังนั้นเป็นโอกาสที่ดีที่สังคมไทยจะยอมรับกองทัพมากขึ้น ทั้งนี้กองทัพจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเรื่องนี้เอาจริงเอาจัง และต้องเปิดเผยเป็นขั้นตอนในรายละเอียด” พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่า กองทัพจะมีการสั่งให้ไปยิงคน สามารถทำได้หรือไม่ พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า จะต้องดูกรอบของกฎหมายว่าอำนาจรัฐให้แค่ไหน ถ้าเผื่อว่าจะมีขั้นปกปิด หรือ ลับ ก็ว่ากันไป แต่จะทำอะไรก็จะต้องขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของบ้านเมือง ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่า พลเรือน ตำรวจ ทหาร จะต้องตรวจสอบว่าใครได้ผลประโยชน์อยู่ที่ใคร หรือจะให้หยุดยั้งการเคลื่อนไหวของ พธม. หรือป้ายสีเพื่อให้เกิดการเบี่ยงเบน เมื่อถามว่า ในกองทัพมี่กี่หน่วยที่น่าจะปฏิบัติการในลักษณะแบบนี้ได้ พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า หน่วยในแต่ละพื้นที่ก็มีขีดความสามารถในการรับภารกิจได้ อย่างหน่วย บก.ทหารสูงสุด ก็มีหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายก็มีการฝึกเรื่องนี้อยู่ ส่วนในระดับกองทัพบก ก็มีหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษก็มีการฝึกเรื่องนี้อยู่ เพราะกองทัพจะต้องมีขีดความสามารถในการดูแลเรื่องนี้ได้ ส่วนกองทัพอากาศก็มีอากาศโยธิน หรือหน่วยนาวิกโยธิน ของทหารเรือ ทุกหน่วยมีหมด แต่ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของกำลังพล และความเชี่ยวชาญในพื้นที่ และระบบการข่าว
เมื่อถามว่า ให้น้ำหนักสีแดง หรือสีน้ำเงิน มากกว่ากัน พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องดูในเรื่องผลประโยชน์ว่าใครได้ การที่ว่าความเคลื่อนไหวของสีแดง หรือสีน้ำเงิน อาจจะทำให้เกิดการเบี่ยงเบนไปได้ว่า สีแดงกับสีเหลืองเป็นความแค้นอยู่ร่วมโลกไม่ได้ แต่สีน้ำเงินเข้ามาเพื่อให้ได้ประโยชน์ คิดว่าเรามองตรงนี้หยาบเกินไป จะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา โดยรัฐบาลจะต้องเอาจริงเรื่องนี้ หรือตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายสนธิไม่มีความชัดเจน หรือโปร่งใส ความไว้วางใจก็จะเสื่อมหรือถูกตำหนิได้ และไม่มีความชัดเจนเกิดขึ้นมาได้ ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการเตรียมแผนมาเป็นอย่างดี ทั้งการตรวจพื้นที่ การซักซ้อม ฉะนั้นใครบอกว่ามีการจัดฉาก หรือ มือยิงไม่ใช่มืออาชีพ จะต้องไปดูข้อมูลรายละเอียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อถามว่า นายสนธิ เคยโจมตี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี หรือโจมตี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ท่านให้น้ำหนักเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องติดตามคำสัมภาษณ์ และสื่อจะต้องไปสอบถามว่าเหตุการณ์ในขณะนี้คนนั้นคนนี้เกี่ยวข้อง ถ้ามองผิวเผินเกี่ยวข้องทั้งสิ้น แต่จะต้องดูว่าเขาแสดงออกเรื่องนี้อย่างไร อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่เอาจริงขนาดไหน เรื่องพวกนี้รัฐบาลมีอำนาจสูงสุดในการบริหารจะต้องมีอำนาจการจัดตั้งไม่ให้เกิดความรู้ว่าไม่แคร์รัฐบาลยังเพิกเฉย ดังนั้นรัฐบาลจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมา และอำนาจใดก็แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเข้ามาบิดเบือนเรื่องตรวจสอบเรื่องนี้ได้



