หลักสูตร'พี่สอนน้อง'ฝึกตร.ช่วยน้ำท่วม
จัดหลักสูตร"พี่สอนน้อง"ฝึกตำรวจน้ำช่วยผู้ประสบภัย : สัมภาษณ์พิเศษ..พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชน์
แม้พายุ "นกเตน" จะเคลื่อนผ่านประเทศไทยไปได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้ในหลายพื้นที่ ตามรายทางที่พายุเคลื่อนตัวผ่าน ประชาชนใน 14 จังหวัด ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยที่มากับพายุ เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในหลายพื้นที่
อิทธิพลของพายุลูกนี้คร่าชีวิตคนไทยไป 13 ศพ หลายครอบครัวต้องไร้ที่อยู่อาศัย เพราะบ้านพังเสียหาย เรือกสวนไร่นาและพืชผลทางการเกษตรอีกจำนวนมากมลายหายไปกับกระแสน้ำ เหลือไว้เพียงคราบน้ำตาที่เปื้อนใบหน้าของผู้ประสบภัย
หลังเกิดเหตุผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ระดมสรรพกำลังเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภับ หนึ่งในจำนวนนั้นมีตำรวจกองบังคับการตำรวจน้ำ ยุคที่มี พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชย์ ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการ รวมอยู่ด้วย
ในภาวะปกติตำรวจน้ำมีหน้าที่หลักในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชนในพื้นที่ทางน้ำ รวมถึงงานต่อต้านการก่อการร้ายทางทะเล และงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทางน้ำทุกรูปแบบ แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติตำรวจน้ำก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนปฏิบัติงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที ส่วนในรายละเอียดของแผนปฏิบัติงาน สัมภาษณ์พิเศษฉบับนี้จะจับเข่าคุยกับ พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชย์ ผบก.รน.
ภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุ "นกเตน" ของตำรวจน้ำมีอะไรบ้าง
เราติดตามสถานการณ์ของพิบัติภัยทางธรรมชาติครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันแรกที่เกิดน้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนของประชาชน เมื่อทราบว่าพื้นที่ใดถูกน้ำท่วมรุนแรง ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก ก็จะส่งกำลังตำรวจ พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที โดยเฉพาะเรือท้องแบนและเรือยาง ที่จะใช้ในภารกิจลำเลียงอาหารและสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปมอบให้ประชาชน รวมถึงช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยออกมายังสถานที่ปลอดภัย โดยจะมีการประสานกับหน่วยราชการในพื้นที่ เพื่อร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบ
พื้นที่ประสบภัยพิบัติทางภาคเหนือ เช่น แม่ฮ่องสอน น่าน และแพร่ ครั้งนี้ การเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยของตำรวจน้ำค่อนข้างขลุกขลักเล็กน้อย เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีสถานีตำรวจน้ำคอยประสานงาน จึงต้องส่งกำลังจาก "ชุดปฏิบัติการใต้น้ำ" สังกัดกองกำกับการ 2 ลงพื้นที่ไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้เป็นอย่างดี
ส่วนพื้นที่ทางภาคอีสาน การช่วยเหลือประชาชนทำได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเรามีสถานีตำรวจน้ำอยู่ในพื้นที่ อย่างเช่น กองกำกับการ 10 ซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.มุกดาหาร และกองกำกับการ 11 อยู่ที่ จ.หนองคาย ทันทีที่น้ำมาตำรวจของเราก็สามารถประกอบกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันที
สิ่งที่ยากสุดในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยคืออะไร
ที่ยากสุดคงหนีไม่พ้นเรื่องการประเมินสถานการณ์ เพราะภัยพิบัติธรรมชาติไม่มีใครระบุได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นในพื้นที่ใด จะมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน การประเมินสถานการณ์จึงมีความจำเป็น เพราะภัยพิบัติจากอุทกภัยนับวันยิ่งรุนแรง หากประเมินสถานการณ์ผิดก็จะส่งผลกระทบต่อแผนการในการช่วยเหลือประชาชน เพราะจะทำให้ผิดพลาดหมดทั้งเรื่องกำลังคน อุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ในครั้งนี้เราใช้วิธีการไปตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในพื้นที่ประสบภัย ไปวิเคราะห์เหตุการณ์กันในพื้นที่ ทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยดีและเหมาะสมกับสถานการณ์
ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย แต่จะไม่มีไฟฟ้า จะไม่มีน้ำสะอาด อุปกรณ์การสื่อสารจะใช้งานไม่ค่อยได้ ก็ต้องอาศัยวิทยุสื่อสารภาคสนามเข้าช่วย ส่วนเรือถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างที่ต้องเตรียมพร้อม หากเป็นเรือท้องแบนไม่ค่อยมีปัญหา เพราะค่อนข้างทนทาน แต่หากเป็นเรือยางก็ต้องระวัง เพราะบอบบาง กระแทกอะไรแหลมก็มีสิทธิ์จม ใต้น้ำเรามองอะไรไม่เห็น เพราะน้ำขุ่นเป็นสีแดงเสี่ยงที่จะกระแทกอะไรก็ได้ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ที่จะใช้เรือยางต้องว่ายน้ำเก่ง ดำน้ำเป็น เพื่อความปลอดภัย
หลักในการเข้าปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นอย่างไร
ก่อนเข้าพื้นที่ประสบภัยพิบัติธรรมชาติทุกครั้งจะกำชับตำรวจน้ำทุกคนให้จัดเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิตไว้ให้พร้อม ตรวจสอบสภาพร่างกาย อุปกรณ์สื่อสารต้องพร้อม เรือต้องพร้อม ต้องไม่มีรอยรั่ว เครื่องยนต์น้ำมันเพียงพอหรือไม่ ที่สำคัญจะมีการวางแผนในการปฏิบัติงานก่อนทุกครั้งที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งทุกคนที่เข้าปฏิบัติงานจะผ่านการฝึกฝนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำมาเป็นอย่างดี จนมีความเชี่ยวชาญ ปัจจุบันกองบังคับการตำรวจน้ำมีกำลังอยู่กว่า 2,000 คน เรือกว่า 200 ลำ มีสถานี 39 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งตำรวจน้ำทุกคนจะได้รับการฝึกฝนในการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำมาเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมเข้มให้หน่วยเฉพาะกิจ ซึ่งเรียกกันว่า "ชุดปฏิบัติการใต้น้ำ" สังกัดกองกำกับการ 2 ปัจจุบันมีอยู่กว่า 80 นาย ตำรวจชุดนี้จะมีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติภารกิจในน้ำมากเป็นพิเศษ ผ่านการอบรมหลักสูตรมนุษย์กบ อย่างเช่นครั้งน้ำท่วมใหญ่ที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนหน้านี้ผมก็ส่งชุดปฏิบัติการใต้น้ำเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้ประสบภัย ยังจำได้ติดหูตอนเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้วเขาบอกว่า วันหน้าหากผ่านมาทางนี้ให้แวะเยี่ยมจะเลี้ยงข้าวตอบแทน ได้รับน้ำใจจากประชาชนเช่นนี้ตำรวจเราก็หายเหนื่อย
ทิศทางการทำงานของตำรวจน้ำนับจากนี้เป็นอย่างไร
ผมคิดว่าตำรวจสมัยนี้ทำหน้าที่เพียงรักษากฎหมายอย่างเดียว หรือแค่ไล่จับโจร คงไม่พอ แต่ต้องพร้อมที่จะดูแลประชาชนในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะหากเกิดสถานการณ์เลวร้ายอย่างเช่นภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตำรวจก็ต้องพร้อมเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ผมวิเคราะห์ว่า นับจากนี้ภัยพิบัติทางธรรมชาติคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัย ดังนั้นตำรวจน้ำจำเป็นต้องฝึกฝนหลักสูตรต่างๆ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำให้มากขึ้นและต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
เร็วๆ นี้จะมีการฝึกอบรมหลักสูตร "พี่สอนน้อง" โดยให้ตำรวจรุ่นพี่ถ่ายทอดประสบการณ์จากการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้แก่ตำรวจรุ่นน้อง ในหลักสูตรมีการฝึกยุทธวิธีต่างๆ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางธรรมชาติทุกรูปแบบไว้ใช้ในกรณีเกิดพิบัติภัยต่างๆ โดยเฉพาะ เพื่อสร้างความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจให้แก่ตำรวจน้ำ
เพราะตำรวจสมัยใหม่ไม่ใช่มีดีแค่การจับโจร ไม่ใช่มีดีเฉพาะการรักษากฎหมาย แต่ต้องมีความพร้อมในการบริการประชาชน ต้องพร้อมช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนได้ในทุกๆ สถานการณ์ จึงจะเหมาะสมกับคำที่ประชาชนเรียกขาน "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์"!



