ข่าว

กม.คุ้มครองพันธุ์พืชเอื้อพ่อค้า?

กม.คุ้มครองพันธุ์พืชเอื้อพ่อค้า?

07 ส.ค. 2554

ผ่าเกมชิงกรรมสิทธิ์เมล็ดพันธุ์ ระหว่างผู้ประกอบการค้าเมล็ดพันธุ์กับเกษตรกรรายย่อย นักวิชาการหนึ่งในกก.คุ้มครองพันธุ์พืช ตั้งคำถามร่างกม.ฉบับนี้ เอื้อประโยชน์ให้ยักษ์ธุรกิจหรือไม่?

                 กลไกต่างๆ ตามกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชยังทำงานไม่ครบถ้วนเพราะความล่าช้าของหน่วยงานรัฐ แต่ภาคธุรกิจดันร่างแก้ไขเข้าชั้นกฤษฎีกา นักวิชาการและกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชตั้งข้อสังเกต ร่างแก้ไขอาจเอื้อบริษัทเมล็ดพันธุ์

                ถึงแม้ว่า พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืช จะประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2542แต่ความล่าช้าในการกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ ทำให้ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมานอกจากจะไม่เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์เกิดขึ้นแล้ว นักปรับปรุงพันธุ์ก็ไม่สามารถจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชได้ สร้างความเสียหายแก่ทุกฝ่าย กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชจึงไม่มีทุนเพียงพอที่จะดำเนินการตามวัตถุประสงค์ส่งผลให้กลไกการคุ้มครองพันธุ์พืชตามกฎหมายไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตามเจตนารมณ์

                ขณะที่สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย (THASTA), สมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย (Plant Breeding and Multiplication Association of Thailand)และ สมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย (Seed Association of Thailand)ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคธุรกิจเห็นว่า กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงพันธุ์พืชและไม่ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ที่กำลังเติบโต

                 ขณะที่ภาครัฐ นำโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็เห็นคล้ายคลึงกันว่า กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชมีหลายจุดที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการคุ้มครอง จึงได้ผลักดันให้มีการแก้กฎหมาย ปัจจุบัน ร่างแก้ไขอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา

                แต่ลองมาฟังมุมมองอีกด้านหนึ่ง จากนักวิชาการด้านปรับปรุงพันธุ์พืชและหนึ่งในคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช รศ.สุรวิช วรรณไกรโรจน์ ที่เห็นว่า การที่ภาคธุรกิจมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นอุปสรรคเพราะเข้าใจผิดในเนื้อหากฎหมาย และฉบับร่างแก้ไขก็มีบางมาตราที่อาจเอื้อประโยชน์ให้ภาคธุรกิจ

                รศ.สุรวิช เริ่มต้นอธิบายว่า การคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช้คำว่าสิทธิบัตร เป็นเพียงการคุ้มครองพันธุ์พืชซึ่งมีระดับความเข้มงวดน้อยกว่าสิทธิบัตร เขายกตัวอย่างว่า พันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการคุ้มครอง ถ้าเกษตรกรซื้อไปจากผู้ทรงสิทธิ เกษตรกรสามารถนำไปปลูกขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนได้ในแปลงของตัวเอง ขณะที่สิทธิบัตรทำไม่ได้ เพราะสิทธิบัตรเป็นการซื้อสิทธิในการใช้ ไม่ใช่การเพิ่มจำนวน ถ้าให้สิทธิบัตรเหนือพันธุ์พืชเกษตรกรต้องซื้อไปปลูกเพียงอย่างเดียว ขยายพันธุ์เองไม่ได้

                “บ้านเราไม่ได้ให้สิทธิบัตรพันธุ์พืช ซื้อมะม่วงมากิ่งหนึ่ง มีที่อยู่ร้อยไร่ จะขยายไปกี่ต้นก็ได้ ไม่มีสิทธิขายกิ่งพันธุ์ แต่ขายผลได้ เพราะกฎหมายไทยไม่คุ้มครองผลิตผล แต่อนุสัญญายูปอฟคุ้มครองถึงผลิตผล ดังนั้น ภาคธุรกิจก็ต้องการเข้ามาปรับแก้ พ.ร.บ. ให้มีสิทธิมากขึ้นแต่เรามี พ.ร.บ. มา 12 ปีแล้วยังไม่มีผลบังคับสมบูรณ์ แปลว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบคือเกษตรกรยังไม่มีประสบการณ์ในการใช้พันธุ์พืชที่มีการคุ้มครองพันธุ์ จึงต้องมีเวลาให้เขาได้มีการปรับตัว ไม่ใช่อ้างว่า พ.ร.บ. มีอยู่ 10 กว่าปีแล้ว เพราะฉะนั้นแก้ได้แล้ว”

                อีกจุดหนึ่งที่ทำให้กฎหมายไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่คือประเด็นการเปิดเผยรายละเอียดในการปรับปรุงพันธุ์ เนื่องจากเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้มีการเปิดเผยข้อมูลในระดับที่ผู้อื่นสามารถนำไปพัฒนาต่อได้

                 “ในเรื่องรายละเอียดที่มาของพันธุ์พืชใหม่ โดยเจตนารมณ์ต้องการให้ระบุถึงพันธุ์ที่พบได้ทั่วไป คือสาวประวัติของพันธุ์ใหม่ที่พบได้โดยทั่วไป ถ้าใครอยากจะทำซ้ำให้ได้ใกล้เคียงจะได้ไปหาพ่อแม่พันธุ์นั้นมาใช้ได้ แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ ระบุแค่พ่อแม่พันธุ์ ตามเจตนารมณ์ ผมต้องเปิดเผยข้อมูลในระดับที่คนอื่นสามารถพยายามทำซ้ำได้

                 สมมติผมมีพันธุ์ ก. ผสมกับพันธุ์ ข. ได้พันธุ์ ง. ผมก็เขียนแค่นี้ เขาก็รับจดตามนี้ แต่ ก. กับ ข. ที่ผมมีอยู่ ผมมีอยู่คนเดียว คุณอยากจะทำพันธุ์ ง. ก็ทำไม่ได้ เพราะผมไม่ขาย ก. กับ ข. แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องระบุว่า ก. กับ ข. มาจากพันธุ์อะไร

                 กี่รุ่นแล้วที่คุณซื้อพันธุ์พวกนี้ได้ สมมติว่า ก. มาจากเอ บี ข.มาจาก เอ็ม เอ็น 4 พันธุ์นี้ซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป ถ้ารู้ข้อมูลนี้ก็จะเอาเอผสมบีได้ ก. เอ็มผสมเอ็นได้ ข. ก. ผสม ข. ได้ ง. อย่างนี้จึงจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม นำไปพัฒนาต่อยอดให้ดีกว่า ง. ได้

                 การให้สิทธิเหนือทรัพย์สินทางปัญญา มันเป็นสิทธิที่แลกกัน นักปรับปรุงพันธุ์พืชอยากมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ทำไมรัฐต้องให้สิทธินี้เพราะคุณยอมเปิดเผยข้อมูล ข้อมูลนี้ทำซ้ำได้มั้ย ไม่ได้ ต้นไม้ผสม 2 ครั้ง ไม่เหมือนกัน สิทธิบัตรสินค้าอื่น ทำซ้ำได้ แต่ติดสิทธิของคุณ ถ้าจะไม่ติดสิทธิผมต้องทำซ้ำและพัฒนาให้เหนือกว่าเดิม ซึ่งผู้บริโภคได้ประโยชน์”

                เมื่อถามว่า ตามที่สมาคมทั้ง 3 กล่าวว่ากฎหมายเดิมไม่เอื้อต่อการปรับปรุงพันธุ์พืชของนักปรับปรุงพันธุ์มีข้อเท็จจริงประการใด ในมุมมองของ รศ.สุรวิช เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวไม่เป็นความจริงและเป็นความเข้าใจผิดเขาอธิบายว่า

                 “เขาเข้าใจมาตรา 52 ผิด มาตรานี้ระบุว่าผู้ใดเก็บจัดหารวบรวมพันธุ์พืชทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่าเพื่อการวิจัยพัฒนาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า... เขาเข้าใจว่าถ้าเขาเริ่มปรับปรุงพันธุ์โดยใช้พันธุ์ของเขาเองหลังปี 42 ที่เขาพัฒนามาและใช้พันธุ์ของเขาเองจะต้องทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ เขาเข้าใจผิด เพราะเขาไม่ได้รวบรวม

                 การที่จะเข้ามาตรา 52 จะต้องเป็นผู้รวบรวม หมายความว่าไม่มีของนั้นอยู่ในมือ แต่สิ่งที่บริษัทส่วนใหญ่ทำอยู่ตั้งมาก่อนปี 42 ปรับปรุงพ่อแม่พันธุ์มาก่อนแล้ว อยู่ในมือเขาตลอด ไม่ได้หามาเพิ่ม ถ้าหาเพิ่มจึงจะเข้ามาตรา 52 แต่ที่เขาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ของเขาเอง ไม่เคยมีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์

                 ดังนั้น พันธุ์พืชใหม่มาจากการปรับปรุงพันธุ์ที่ดำเนินการมาก่อนปี 42 หรือใช้พ่อแม่พันธุ์ที่เขาพัฒนามาเอง แม้จะเริ่มผสมพันธุ์หลังปี 42 แต่เป็นพ่อแม่พันธุ์ที่เขามีอยู่ก็ไม่เข้ามาตรา 52 ขอคุ้มครองพันธุ์ได้ แต่ไม่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งประเด็นนี้มีบางคนที่เข้าใจผิดและอาจรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐด้วย”

                 แต่จุดที่ รศ.สุรวิช เห็นว่าจะเปิดช่องให้ฟากอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์แสวงประโยชน์คือการแก้ไขในหมวดที่ 4 ว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น มาตรา 44 และมาตรา 48 วรรค 2 ใน พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับเดิม ระบุว่า

                 ‘มาตรา 44 บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วที่ตั้งถิ่นฐานและสืบทอดระบบวัฒนธรรมร่วมกันมาโดยต่อเนื่อง ซึ่งได้ร่วมกันอนุรักษ์หรือพัฒนาพันธุ์พืชที่เข้าลักษณะที่กำหนดไว้ตามมาตรา 43 อาจขอขึ้นทะเบียนเป็นชุมชนตามพระราชบัญญัตินี้...’

                 ‘มาตรา 48 …ในการอนุญาตให้ผู้ใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง และการทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ที่ได้รับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นเป็นผู้ทำนิติกรรมแทนชุมชน ทั้งนี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน’

                 โดยในร่างแก้ไขที่ยื่นเข้าไป ได้เสนอให้แก้ไขมาตรา 44 เป็น

                 ‘บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วที่ตั้งถิ่นฐานและร่วมกันอนุรักษ์หรือพัฒนาพันธุ์พืช อาจขอขึ้นทะเบียนเป็นชุมชนตามพระราชบัญญัตินี้...’โดยตัด ‘ที่ตั้งถิ่นฐานและสืบทอดระบบวัฒนธรรมร่วมกันมาโดยต่อเนื่อง’ ออก

                 รศ.สุรวิช ชี้ว่า การเขียนแบบนี้ก็แปลว่า ชุมชนของคนงานบริษัท ก. ก็สามารถตั้งชุมชนได้ ถ้าคนงานของบริษัท ก. พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ขึ้น ซึ่งตามกฎหมายเดิม บริษัท ก. ต้องจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่ซึ่งมีสิทธิลักษณะหนึ่ง แต่ตามกฎหมายใหม่ ชุมชนคนงานของบริษัท ก. สามารถจดทะเบียนตั้งชุมชนได้ แล้วขอคุ้มครองเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นแทน

                 “ที่สำคัญคืออายุการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ถ้าหมดแล้วก็หมดเลย แต่ถ้าเป็นเฉพาะถิ่น อายุการคุ้มครองเมื่อหมดแล้วถ้ายังอยู่ในเงื่อนไขก็สามารถต่ออายุได้”

                 หมายความว่า กฎหมายเดิมให้ความคุ้มครองพันธุ์พืช 12 ปี สำหรับพืชที่ให้ผลิตผลภายใน 2 ปี และ 17 ปี สำหรับพืชที่ผลิตผลในเวลาเกินกว่า 2 ปีขึ้นไป แต่ร่างแก้ไขของ 3 สมาคม ขอแก้เป็น 25 ปีสำหรับพืชยืนต้น และ 20 ปีสำหรับพืชชนิดอื่น ซึ่งพืชชนิดอื่นนี้ย่อมหมายรวมถึงพืชไร่ เช่น ข้าวโพด และพืชผักต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้าเมล็ดพันธุ์หลักชนิดหนึ่งของธุรกิจเมล็ดพันธุ์

                 “มาตรา 43 เดิม ระบุว่ามีเฉพาะท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเท่านั้น ซึ่งในมาตรา 50 บอกว่าอาจขยายการคุ้มครองได้คราวละ 10 ปี ถ้าเข้ามาตรา 44 และ 45 ถ้าแก้มาตรา 44 ก็ไม่มีปัญหา ถ้าเป็นพันธุ์พืชใหม่ที่คุ้มครอง 12 ปี ครบ 12 ปี จบ แต่ถ้าเป็นพื้นเมืองเฉพาะถิ่น สมมติว่าเป็นข้าวโพด ปีที่ 20 ไม่ขาย ก็ปลูกในชุมชนคนงานบริษัท ก. ปลูกที่เดียว ก็ยังอยู่ในมาตรา 43 เมื่อไม่ขาย คนอื่นปลูกต่อไม่ได้ ก็ได้ต่ออีก 10 ปี ยอมเสียตลาดไปหนึ่งหรือสองปี แต่ได้รับการคุ้มครองเพิ่มอีก 10 ปี

                “นอกจากนี้ พันธุ์พืชเมืองเฉพาะถิ่นมีสิทธิที่ครอบคลุมเพิ่มจากพันธุ์พืชใหม่ พันธุ์พืชใหม่ใครจะไปต่อยอดก็ได้ มีอิสระ แต่พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นต้องขออนุญาต คือเราให้แรงจูงใจต่อชุมชนในการที่จะเก็บรักษาพันธุ์ไว้เพราะมีผลประโยชน์เยอะ แต่ถ้าแก้อย่างนี้ บริษัท ก. ก็จะทำอย่างที่ผมว่า ใครจะไปต่อยอดก็ไม่ได้เพราะต้องมาขอ”

                 นอกจากนี้ ในมาตรา 49 ยังกำหนดให้ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นจะต้องทำการจัดสรรเป็นรายได้แก่ชุมชนร้อยละ 60 อีกด้วย

                 และ ในมาตรา 48 แก้ไขจาก ‘ทั้งนี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน’เป็น ‘ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด’

                 ก็หมายถึงว่าจากเดิมการขอคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นจะต้องได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการ จะเปลี่ยนเป็นเพียงแค่ทำตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดก็ถือว่าเพียงพอ ซึ่งจะมีความหละหลวมกว่า

                 ประเด็นทางกฎหมายคงต้องมีการถกเถียงกันอีกยาว เพราะมีแง่มุมที่ต้องพิจารณาค่อนข้างมาก ขณะนี้ร่างแก้ไขยังอยู่ในชั้นกฤษฎีกาเท่านั้น

                 อย่างไรก็ตาม การแก้ไข พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืช ขณะที่กลไกตามกฎหมายยังไม่เคยถูกใช้อย่างครบถ้วนก็ถือเป็นสิ่งที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา และเปิดโอกาสให้ทุกๆ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

............

(หมายเหตุ : ที่มา : http://www.tcijthai.com/)