ข่าว

รัฐสรุปใช้กม.จัดระเบียบวังน้ำเขียว

รัฐสรุปใช้กม.จัดระเบียบวังน้ำเขียว

05 ส.ค. 2554

รัฐสรุปใช้กฎหมายจัดการ จัดระเบียบวังน้ำเขียว ผู้ว่าฯ แฉ มีตัวเอ้บงการเบื้องหลัง เผยสปก.พร้อมคืน 8 หมื่นไร่ ด้านชาวบ้าน ยื่น 3 ข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรม ลั่น ใช้มาตรการแข็งกร้าว ไม่ยอมแน่

          ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมแก้ปัญหาพิพาทที่ดิน เขต อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ในวันที่ 4 ส.ค.54 ว่า ตามกำหนดการเดิม จะใช้ห้องประชุม สำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 ซึ่งตั้งอยู่ในสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ริม ถ.ราชสีมา-กบินทร์บุรี ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง นครราชสีมา เนื่องจากสถานที่ดังกล่าว มีรั้วรอบขอบชิด เหมาะสำหรับการรักษาความปลอดภัยในระดับสูงสุด

          อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวว่า ชาวบ้านจะเดินทางมาประท้วง กดดันการประชุม จึงมีการใช้วิธีการ ลับ ลวง พราง โดยสนธิกำลัง จนท.ตำรวจ สภ.โพธิ์กลาง อ.เมือง หลายสิบนาย พร้อมกำลัง จนท.ป่าไม้ ตั้งแถวรักษาความปลอดภัย ซึ่งได้มีสื่อมวลชนบางส่วน และกลุ่มชาวบ้าน อ.วังน้ำเขียว กว่า 50 คน โดยสารรถปิกอัพ จำนวน 14 คัน มาจอดด้านหน้า เพื่อมารอยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเป็นธรรม กับ อธิบดีกรมป่าไม้ ทั้งนี้ นายระพี  ผ่องบุพิจ ผวจ.นครราชสีมา ได้สั่งย้ายที่ประชุม ฯ กระทันหัน โดยอ้างว่า ได้รับรายงานจากพื้นที่ว่า จะมีกลุ่มชาวบ้านรวมตัวมากดดัน 

          สำหรับ การประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกรมป่าไม้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พื้นที่ จ.นคราชสีมา ได้เริ่มขึ้นเวลา 10.00 น. โดยใช้ห้องประชุมเล็ก ชั้นสองศาลากลางจังหวัด ฯ ตามที่ นายระพี  ผวจ.นครราชสีมา ได้ประสานงานกับนายสุวิทย์  รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ โดยขอให้ จนท.ป่าไม้ ลงพื้นที่มาชี้แจงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง พี่น้องประชาชน ให้เข้าใจ การดำเนินการ กรณีการแก้ไขปัญหาพิพาท ที่ดิน อ.วังน้ำเขียว กรมป่าไม้ จึงออกหนังสือถึงหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อให้มาประชุม

          ทั้งนี้ มีมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายสุวิทย์ รัตนมณี  อธิบดีกรมป่าไม้ นายระพี ผ่องบุพกิจ  ผวจ.นครราชสีมา และ พล.ต.ชาสร  วายโสกา รองแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมผู้เกี่ยวข้อง โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวทำข่าวในห้องประชุม ทั้งที่เดิมวัตถุประสงค์ของการประชุม จะเป็นการประชุมแบบเปิด ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ จึงส่งผลให้บรรยากาศหน้าห้องประชุมเป็นไปอย่างโกลาหล ท่ามกลาง กำลัง จนท.ตำรวจ และ หน่วยข่าวกอง นับร้อยนาย กระจายกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

          ต่อมา เมื่อเวลา 11.30 น. นายระพี  ผวจ.นครราชสีมา พร้อม นายสุวิทย์  รัตนมณี  อธิบดีกรมป่าไม้ ได้ร่วมแถลงข่าวหลังการประชุม ซึ่ง ผวจ.นครราชสีมา ได้กล่าวชี้แจงกรณีเปลี่ยนสถานที่จัดการประชุมโดยระบุว่า เกรงจะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างประชาชน กับเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ โดยก่อนหน้านี้ เจาได้บอกกับอธิบดีกรมป่าไม้ไปแล้วว่า ไม่ควรลงมาพื้นที่ หากมีอะไร จะเข้าไปชี้แจงที่กรมป่าไม้เอง แต่อธิบดีกรมป่าไม้ยังยืนยันว่าจะมา เพราะถือว่าเป็นการทำตามหน้าที่ จึงได้กลับมาใช้สถานที่ศาลากลางจังหวัด เหมือนเดิม

          อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีข้อยุติว่า จะทำงานร่วมกันในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อนำมาซึ่งผืนป่าทั้งหมด รวมทั้งพื้นที่ สปก. ที่ยังไม่นำมาจัดสรรการใช้ประโยชน์ และมีการใช้ผิดวัตถุประสงค์  และพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนมือ ก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ อย่างเต็มที่

 

ผู้ว่าฯ แฉ รู้ข้อมูล ตัวเอ้-เบื้องหลัง

 

          "แม้นายสุวิทย์ พร้อมจะเดินทางเข้าไปชี้แจงในพื้นที่วังน้ำเขียว แต่ผมเป็นคนห้ามไม่ให้อธิบดีฯ เข้าไปในพื้นที่เอง ไม่อยากเห็นเหตุร้ายเกิดขึ้น เพราะในโลกของความเป็นจริง สภาพพื้นที่วังน้ำเขียว มีนายทุน นักการเมือง และผู้มีอิทธิพล อยู่เบื้องหลัง เอาชาวบ้านมาเป็นกันชน เพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ผมมีข้อมูล ทราบว่า ใครเป็นตัวเอ้ และใครเป็นแค่ตาสีตาสา แต่ไม่สามารถพูดออกมาได้ โดยจะมอบข้อมูลให้อธิบดีกรมป่าไม้ และ จนท.ดีเอสไอ และ จนท. ปปท. ที่มาร่วมหารือด้วย ทั้งนี้  การเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ทางจังหวัดขอรับรองความปลอดภัย ซึ่งจะจัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เข้าไปดูแลความสะดวกอย่างเต็มที่"

          ผวจ.นครราชสีมา กล่าวว่า ขอให้พี่น้อง อ.วังน้ำเขียว เข้าใจกับการทำงานของผู้ว่าฯ เจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ เพราะไม่มีใครอยากจับประชาชนของตัวเอง ทุกคนทั้งอธิบดีกรมป่าไม้ และเขาที่เป็นผู้ว่าฯ ต่างมีหัวโขน ถ้าถอดหัวโขนออกมาก็เป็นคนทำธรรมดา แต่ในเมื่อมีหัวโขน ก็ต้องทำตามหน้าที่และทำตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นก็จะมีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 และถูกทั้ง ปปท.และ ปปช.สอบสวนเอาผิด

          เมื่อถามว่า หากได้พื้นที่วังน้ำเขียวกลับมาแล้วจะวางสถานะไว้อย่างไร ซึ่งขณะนี้วังน้ำเขียวคือพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.โคราช นายระพี ตอบว่า ต้องนำพื้นที่ให้กลับไปเป็นป่าตามวัตถุประสงค์ ส่วนพื้นที่ใดที่เหมาะทำการเกษตรก็ให้ทำการเกษตรต่อไป โดยทั้งหมดต้องรอดำเนินงานของทุกหน่วยงานก่อน ถ้าพื้นที่ใดมีความผิดชัดเจนก็ช่วยเหลือไม่ได้ แต่ถ้าอยู่ถูกต้องทางจังหวัดก็จะหาทางเยียวยาต่อไป โดยเขาจะช่วยอย่างสุดความสามารถ ส่วนการจะส่งเสริมในเรื่องการท่องเที่ยวจังหวัดยังทำได้ แต่จะดูข้อกฎหมายว่าเปิดช่องให้ทำได้มากน้อยแค่ไหน 

 

ป่าไม้อ้าง เพิ่มพื้นที่ป่า 40 เปอร์เซ็นต์

 

          ด้านอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า การมาประชุมร่วมครั้งนี้ กรมป่าไม้ ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างนี้ มั่นใจว่าอีกไม่นาน ความตั้งใจของทางกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ ที่จะทำให้ประเทศไทยมีป่าไม้เพิ่มอีก 40 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นจริงอย่างแน่นอน

          ทั้งนี้ ในส่วนของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หากสิ่งที่กรมป่าไม้ดำเนินการ มีการพิสูจน์ทราบถูกต้อง ทุกฝ่ายก็ต้องปฏิบัติตามไม่เช่นนั้นก็จะเข้าข่ายละเว้น ฯ ตามกระบวนการยุติธรรม และกฎหมาย มี 2  ขั้นตอนคือ คดีอาญา และชดใช้ความเสียหายในคดีแพ่ง ตาม พรบ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2535 ซึ่งกรมป่าไม้มีหลักการในการคิดคำนวณความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น

 

เผย สปก. พร้อมคืนที่ดิน 8 หมื่นไร่

 

          "ผมได้รับข้อมูล มีที่ดิน สปก. ยังไม่ได้นำไปจัดสรร 8 หมื่นไร่ ซึ่ง สปก. ยืนยันว่า ไม่มีปัญหาในการคืนที่ดินให้กรมป่าไม้ นอกจากนั้นสำหรับที่ดินในส่วนอื่นๆ ที่จะสามารถนำมาฟื้นฟูเป็นป่าได้นั้น หน่วยงานต่าง ๆ ที่รับผิดชอบก็ยินดีจะส่งมอบให้กรมป่าไม้"

          ส่วนข้อกล่าวหา  เหตุใดจึงมาดำเนินการในช่วงเวลานี้ ทั้งๆ ที่การบุกรุกเกิดขึ้นมานานแล้วนั้น อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า  กรมป่าไม้ ได้ดำเนินการเรื่องนี้มาโดยตลอด ส่วนการบุกรุก แม้จะเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยไหน ก็ยังถือเป็นการบุกรุกอยู่ 

          "ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนากล่าวหาว่า คนวังน้ำเขียวบุกรุกป่า แต่หมายถึงคนที่บุกรุกป่าจริงไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม พื้นที่วังน้ำเขียวได้ชื่อว่าวังน้ำเขียวเพราะมีป่าสีเขียว ซึ่งคนที่อยู่ในพื้นที่มานานก็คงเคยเห็นเหมือนที่ตนเห็น วันนี้หากไม่ช่วยกันรักษาไว้ภาพแบบนั้นก็คงไม่มีให้เห็นอีก"นายสุวิทย์ กล่าว

 

ชาวบ้านวังน้ำเขียวยื่น 3 ข้อเรียกร้อง ลั่น ใช้มาตรการแข็งกร้าว ไม่ยอมแน่

 

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว และ ตอบข้อซักถาม ที่ ห้องประชุม มูลนิธิท้าวสุรนารี ชั้นล่างศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล ส.อบจ.นครราชสีมา เขต อ.วังน้ำเขียว ฯ ในฐานะที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติทับลาน และ คณะทำงานแก้ไขปัญหาพิพาทที่ดิน ได้เป็นตัวแทนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาพิพาท ยื่นข้อเรียกร้อง ซึ่งเป็น มติของ ผู้บริหาร อปท. ในเขต อ.วังน้ำเขียว ให้กับอธิบดีกรมป่าไม้ นำไปพิจารณา

          นายชุณห์ เปิดเผยรายละเอียดว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ได้มีการเสนอข่าว ชาว อ.วังน้ำเขียว บุกรุกผืนป่า ซึ่งผู้บุกรุกแต่ละราย ล้วนแต่ปลูกสร้างอาคารที่ดูใหญ่โต พวกเราจึงรู้สึกว่า หากการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด ก็ถือว่า เป็นความผิดมานานนับ 10 ปี แล้ว และความผิดในกรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่ อ.วังน้ำเขียวแห่งเดียวในประเทศเท่านั้น ในพื้นที่ภูมิภาคอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถพบเห็นได้ทั่วประเทศ

          "จนถึงวันนี้ หากข้อกฎหมายมีการบังคับใช้กันจริงๆ หน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้ กรมอุทยานสัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย มีความผิดฐานปล่อยปละละเลย ละเว้นการใช้กฎหมายตั้งแต่แรกเริ่ม จนทำให้ผู้คนทั่วไป ที่หมายปองพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว แต่พากันเข้าใจผิดคิดว่าสามารถดำเนินการได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แม้นแต่อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งก็ยังเข้าใจผิด"

          ตัวแทน ชาว อ.วังน้ำเขียว กล่าวว่า ขณะนี้ ผู้คนลงทุนลงแรงกันไปมากมาย ในการดำเนินการบนพื้นที่นี้ ซึ่งเป็นเพราะเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐปล่อยปละละเลย ไม่มีความชัดเจนมาตั้งแต่แรกเริ่ม ซ้ำร้ายยังมีการประกาศข้อมูลให้เกิดความเข้าใจผิดเชิงนโยบาย ว่า "ส่งเสริมให้เป็นการท่องเที่ยวพิเศษ" ดังนั้น เมื่อจะมีการดำเนินการคดีกันตามกฎหมายกัน ก็ต้องผิดกันทั้งหมด

          อย่างไรก็ตาม เราต้องการเสนอทางออกของปัญหาคือ 1.เดินสายกลาง ใช้เชิงนโยบายประสานกับข้อกฎหมาย และความจำเป็นในการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ อย่าคิดในแง่ร้าย เรื่องที่ดีก็ยังมีอยู่

          2.โปรดอย่าเร่งรีบตัดสินใจดำเนินการใดๆ  เมื่อยังไม่มีการผ่านขั้นตอนการตรวจสอบจำแนก แยกแยะเป็นรายบุคคล รายพื้นที่ ให้เกิดข้อมูลเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนเสียก่อน

          และ 3.ต้องการให้หามาตรฐาน แล้วนำไปปฏิบัติพร้อมกันทั่วประเทศ

          “ขณะนี้ผู้ที่ได้รับกระทบ จะร่วมจัดเวทีชาวบ้าน เพื่อเปิดโอกาสให้ ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น และ เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ช่วงเย็นของทุกวัน บริเวณ กม.79 ถ.ราชสีมา-กบินทร์บุรี ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว หากภาครัฐ ยังใช้มาตรการแข็งกร้าว จนท.ป่าไม้ ก็มีความผิดเช่นกัน ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปัญหานี้ชาวบ้านที่เขามาอยู่ในช่วงปี 2503 ก่อนที่จะมีการประกาศแนวเขตผืนป่า ชาวบ้านก็จะมีการรวมตัวเคลื่อนไหว อย่างแน่นอน ”นายชุณห์ ระบุ

 

เกษตรกรปลูกผักปลอดสารพิษ น้ำตาตก แทบสิ้นเนื้อประดาตัว

 

          ด้านนางสุภาพร ฉิมชนะ อายุ 38 ปี เกษตรกรปลูกผักปลอดสารพิษ ในพื้นที่หมู่ 1 ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว กล่าวแสดงความรู้สึกว่า ที่พวกเราต้องเดินทางกันมาเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม ทุกวันนี้แทบสิ้นเนื้อประดาตัว ผักของเธอถูกปล่อยให้เหี่ยวเฉาอยู่ในโกดังวันแล้ววันเล่า เพราะไม่มีใครมาซื้อ ชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่สามารถซื้อกันเองได้ เนื่องจากเป็นเกษตรกรกันทั้งหมด ประกอบกับไม่มีเงินทุนมากพอ จึงไม่มีปัญญาที่จะส่งผักไปขายต่างพื้นที่

          "ขอให้สื่อมวลชนอย่าเสนอข่าวโดยไม่เป็นธรรมพยายามกล่าวหาชาวบ้าน อ.วังน้ำเขียว ว่า เป็นตัวการบุกรุกพื้นที่ป่า ทั้ง ๆ ที่ผู้สื่อข่าว หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ลงมาสำรวจ และสัมผัสอย่างใกล้ชิด และนำเสนอข้อมูลจริงว่า ชาวบ้านที่นี่ ไม่เคยมีความคิดที่จะทำร้ายผืนแผ่นดินที่เป็นบ้านของตนเองอย่างแน่นอน เราอยู่อาศัยร่วมกันกับป่ามานานหลายสิบปีแล้ว"

          นางสุภาพร บอกด้วยว่า ทางผู้นำท้องถิ่นได้พยายามที่จะพัฒนาปรับเปลี่ยนพื้นที่ป่าที่รกร้างเปล่าประโยชน์ให้ดีขึ้น จนเป็นพื้นที่การเกษตร สามารถกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ขอให้สังคมตัดสินว่า กระบวนการดังกล่าวนั้น เป็นธรรมที่สุดแล้วหรือ