ข่าว

เหตุแห่งความไม่สงบ

เหตุแห่งความไม่สงบ

05 ส.ค. 2554

เหตุแห่งความไม่สงบ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

           สังเกตไหมครับว่าหนึ่งเดือนเศษ หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม เป็นต้นมา บ้านเมืองสงบเงียบขึ้นตามสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ไม่ค่อยจะเห็นข่าวคราว ได้ยินเสียง หรือเห็นหน้าค่าตาของนักการเมืองออกมาแสดงความคิดความเห็นในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องราวที่เกี่ยวกับการบ้านการเมือง ซึ่งทำให้มองเห็นได้อย่างคร่าวๆ ว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของความไม่สงบเงียบในเมืองไทยนั้น เกิดจากเสียงและคำพูดของนักการเมืองนั่นเอง

            พรรคการเมืองไทยบางพรรคและนักการเมืองไทยบางคนยังคงติดอยู่กับการแสดงบทบาทแบบดาวไฮด์ปาร์คเหมือนเมื่อสมัย พ.ศ.2500 ที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นำรูปแบบมาจากการเปิดเวทีสาธารณะเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของอังกฤษที่สวนสาธารณะไฮด์ปาร์ค ในกรุงลอนดอน ขณะเดียวกันกับที่บางส่วนก็ถนัดในการเล่นโวหารและแสดงคารมในการอภิปรายในรัฐสภา มากกว่าการที่จะพูดในประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งพรรคการเมืองและนักการเมืองเหล่านี้เมื่อมีโอกาสเข้ามาใช้กลไกด้านสื่อของรัฐบาล ก็นำวิธีการเดิมๆ มาใช้ โดยมีการแต่งตั้งคนที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงทั้งในพรรค ในสภา ในหน่วยงานต่างๆ และโฆษกส่วนตัว ซึ่งคนเหล่านั้น รวมทั้งตัวผู้ที่มีบทบาททางการเมืองเอง ต่างก็พากันส่งเสียง วิพากษ์วิจารณ์ และออกโรงในเรื่องต่างๆ อย่างอึงมี่ ชนิดที่ถ้ามีใครแหลมเข้ามาก็จะรุมกันจิกตีอย่างไม่ลดละ

            ถ้าถามคนทั่วไปว่าหน่ายไหมครับกับพฤติกรรมแบบนี้ และรู้สึกเหนื่อยแทนไหมครับกับการที่เห็นวิธีคิดวิธีการทำงานในลักษณะนี้ คำตอบนั้นน่าจะอยู่ที่ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่หลายคนออกจะเสียดายความรู้และคุณสมบัติที่ดีๆ ของผู้นำรัฐบาล แต่ก็มองเห็นว่าท่านผู้นำเดินทางผิดมาตั้งแต่ต้น เริ่มด้วยการคบเพื่อนผิด รับฟังคำแนะนำที่ผิดๆ และมีความคิดที่ผิดในการมองเห็นคนที่อยู่นอกประเทศเป็นศัตรูตัวฉกาจ ที่จะต้องไล่บี้ให้แหลกลาญคามือ ดังนั้น รัฐบาลชุดที่ผ่านมาจึงทุ่มเทเวลา ทรัพยากร กำลังคน ไปในการหาทางเล่นงานคนคนเดียว และส่งเสียงเอะอะโวยวายทุกครั้งที่มีความเคลื่อนไหวของคนคนนั้น ทั้งๆ ที่วิธีการที่ดีที่สุดคือการเงียบ ไม่พูดถึง ไม่ให้ความสำคัญ และตั้งหน้าตั้งตาทำงานในหน้าที่ของตนด้วยความสงบ

            ส่วนดีของผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ คนในพรรคการเมืองและนักการเมืองที่กำลังจะหมดอำนาจ พูดอะไรที่เลื่อนเปื้อนน้อยลง พูดสิ่งที่เป็นสาระมากขึ้น และหันมาวิพากษ์ตัวเองแทนที่จะตั้งหน้าวิจารณ์คนอื่นอย่างที่แล้วมา ขณะที่พรรคการเมืองซึ่งกำลังจะกลับมามีอำนาจ ก็ระมัดระวังคำพูดของตน ไม่แสดงอาการตีปีกหรือกระดี๊กระด๊ากับชัยชนะมากนัก

            พูดตามจริงแล้ว ผมคิดว่าคนไทยทั่วไปก็อยากที่จะเห็นบรรยากาศทางการเมืองเช่นนี้ดำเนินต่อไปนานๆ และต้องการที่จะได้นักการเมืองที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ซึ่งผลงานย่อมจะเป็นเครื่องพิสูจน์ประสิทธิภาพและศักยภาพของตัวนักการเมือง พรรคการเมือง และรัฐบาล ได้ดีกว่าคำพูดที่เพ้อพล่าม

            ครับ ปัจจัยที่จะทำบ้านเมืองสงบได้ประการหนึ่ง ก็คือการที่นักการเมืองจะต้องรู้จักสงบปากสงบคำ และพูดจาในสิ่งที่เป็นเรื่องเป็นราวและมีสารัตถะมากขึ้น