ยอดส่งออกหมูผ่านด่านแม่สอดหายหลังถูกคุมเข้ม
นายด่านศุลกากรแม่สอด เผย ยอดส่งหมูส่งออกไปพม่าหาย จากปกติส่งออกเดือนละ 100 ตัว หลังใช้มาตรการของพาณิชย์ ควบคุมสินค้า
วันที่ 4 ส.ค.54 นายพงษ์เทพ บัวทรัพย์ นายด่านศุลกากรแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้เรียกเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรไปตรวจสอบสินค้าการนำเข้า และส่งออกไปยังฝั่งพม่า โดยเฉพาะสุกรส่งออกไปประเทศพม่า ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาราคาสุกรในประเทศที่สูงขึ้น และทางกรมศุลกากรได้รับการประสานจากกระทรวงพาณิชย์ให้มีการควบคุมการส่งออกสุกรไปยังประเทศพม่าที่ชายแดนพื้นที่อำเภอแม่สอด , ท่าสองยาง , พบพระ อ.แม่ระมาด และ อ.อุ้มผาง ซึ่งทำให้ยอดส่งอออกหายไปทันที หลังจากกระทรวงพาณิชย์ได้ใช้มาตรการควบคุม เพราะยอดส่งออกในช่วงเกด
นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนพ.ค. 54 เป็นต้นมามีการส่งสุกรออกไปพม่า เดือนละ กว่า 100 ตัว แต่ในช่วงนั้น ยังไม่มีมาตรการควบคุมการส่งออกสุกร แต่หลังจากมีมาตรการในการควบคุมสุกรส่งออก ทำให้ ยอดส่งออกเดือนละ กว่า 100 ตัว หายไป และไม่มีตัวเลขการส่งออกเลย ซึ่งเชื่อว่า หากส่งออกจำนวนมากคงไม่คุ้ม เพราะผู้ประกอบการต้องมีใบเคลื่อนย้ายสุกรจากแต่ละพื้นที่ ส่วนการลักลอบส่งออกสุกรนั้น ทางด่านศุลกากรแม่สอดได้บูรณาการกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกสุกร และสินค้าควบคุมอื่นๆ อยู่แล้ว
สำหรับการส่งออกสุกรไปยังฝั่งพม่าในพื้นที่รับผิดชอบของด่านศุลกากรแม่สอด ในปีพ.ศ. 2554 นั้น เดือน ม.ค. และเดือน ก.พ. มีผู้ส่งออกสุกร จำนวน 154 ตัว เดือนมี.ค. 132 ตัว , เดือนเม.ย.154 ตัว และเดือนพ.ค. 110 ตัว รวม 704 ตัว ส่วนเดือนมิ.ย. และเดือน ก.ค. มีตัวเลขส่งออกเท่ากับศูนย์ ซึ่งเป็นช่วงที่ทางด่านได้รับคำสั่งให้มีมาตรการควบคุมสุกรส่งออก
ผู้ประกอบการเลี้ยงหมูนครศรีฯซัดพาณิชย์เฉยคุมราคาอาหารสัตว์ทำราคาหมูพุ่ง
ผู้ประกอบการเลี้ยงหมูนครศรีฯ ซัดพาณิชย์เฉยคุมราคาอาหารสัตว์ทำราคาหมูเป็นพุ่งพรวดแฉดอดขึ้นราคาต่อเนื่องล่าสุดเพิ่มอีก 10.- บาท แนะตรวจสอบต้นทุนทั้งระบบเผยอาหารสัตว์ลด 50.- บาท ทำให้ราคาหมูเป็นลดทันทีเหลือแค่ กิโลกรัมละ 65.- บาท
วันที่ 4 ส.ค.54 นายโสภณ พรหมแก้ว นายก อบต.ขุนทะเล จ.นครศรีธรรมรานช ในฐานะอุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ในส่วนของนครศรีธรรมราช ราคาของหมูมีชีวิตสูงถึง 85.-บาท ลูกค้าประจำ 80.-บาท ลูกค้ารายย่อย 82.-บาท ปัญหาราคาหมูเป็นที่แพงขึ้นสืบเนื่องจาก 2 ปัญหาหลักที่ต้องยอมรับความจริงกันคือ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น และโรคระบาด และล่าสุดยังมีโรคระบาดที่เกี่ยวกับระบบปอดอีกหมู่ไม่ตาย แต่ไม่โต ทำให้หมูมีชีวิตในวงจรที่ป้อนเข้าสู่ตลาดมีน้อย เกษตรกรต้องทำโปรแกรมวัคซีนถึง 5 ชนิด จากเดิมแค่ 3 ชนิด ซึ่งมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีก
อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรนครศรีธรรมราช กล่าวต่อว่า อีกส่วนหนึ่งไม่ทราบว่ากระทรวงพาณิชย์จะรู้หรือไม่ว่าอาหารหมูได้ขยับราคาขึ้นอีกกระสอบละ 10.-บาท ถ้าไปดูต้นทุนวัตถุดิบในการทำอาหารทุกอย่างปกติ แต่ราคาอาหารกลับขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ กระทรวงพาณิชย์ได้ไปดูเรื่องอาหารสัตว์ตรงนี้หรือไม่ ปกติราคาอาหารสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องประกาศควบคุม กลับมาบีบเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูซึ่งไม่ได้แก้ถึงแก่ของปัญหา ถ้าอาหารสัตว์ลดลงกระสอบละ 50.-บาท ซึ่งสามารถลดลงมาได้ถ้าไปดูต้นทุนการผลิตแล้ว หมูมีชีวิตจะสามารถลดลงทันทีเหลือเพียง กิโลกรัมละ 65.-บาท
“พ่อค้าคนกลางหรือเขียงหมูเชือด 1 ตัวจะได้กำไรประมาณ 1 พันบาท เมื่อกำไรแค่ 200-300.-บาทต่อตัวเขาก็หยุดแล้ว แต่ผู้เลี้ยงกว่าจะได้กำไรตัวละ 1,200.-บาท นั้นต้องใช้เวลาเลี้ยงถึง 4 เดือน ดังนั้นขณะนี้ทางแก้ปัญหาที่ถูกต้องที่สุดคือกระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าไปดูแลต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์และควบคุมราคา เดี๋ยวนี้อาหารสัตว์ไม่มีการควบคุม ขึ้นราคาไปอย่างต่อเนื่อง โดยวิธีการแจ้งผ่านเซลล์มาถึงเอเย่นต์เป็นระยะต้องแก้ที่แก่นจึงจะแก้ปัญหาทั้งระบบได้” นายโสภณกล่าว



