ปชป.เย้ย'แดง'เป็นอำมาตย์หยุดป่วนถนน
'นิพิฏฐ์' แขวะ 'แกนนำแดง' ได้เข้าสภาเป็น 'อำมาตย์' หยุดป่วนบนถนน ชี้ ปธ.สภา-รอง พรรคเดียวกัน ไร้ปัญหา ระบุ การเมืองตกต่ำ มุ่งฝ่ายบริหาร เมินนิติบัญญัติ
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นส.ส.ว่า ดีใจด้วยที่คนเสื้อแดงเข้ามาอยู่ในระบบรัฐสภา
"ผมคิดว่า คนส่วนหนึ่งที่เลือก เพราะอยากให้คนเสื้อแดงเข้ามาอยู่ในระบบ คงคิดว่า เมื่อเข้ามาเป็นอำมาตย์แล้ว จะไม่สร้างความวุ่นวาย ไม่สร้างการเมืองข้างถนนอีก สวมชุดขาวเต็มยศแล้ว จะไปว่าคนนั้นเป็นอำมาตย์ คนนี้เป็นไพร่ไม่ได้ และขออย่างเดียว คือ อย่าให้คนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวข้างนอกมาสร้างความวุ่นวายอีก เพราะยุทธศาสตร์ 2 ขายังมีอยู่"
ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมสภาครั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่ส.ส.รัฐบาลอาจจะป่วนมากขึ้น ทำให้กฎหมายผ่านสภาน้อย นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ป่วนในระบบไม่เป็นไร นายจตุพร นายณัติวุฒิ ใสยเกื้อ และ นพ.เหวง โตจิราการ ป่วนในสภา คิดว่า รับมือกันได้ แม้ว่าอาจจะทำงานไม่สะดวกวุ่นวายกันหน่อย แต่สภาวุ่นวายดีกว่าประเทศวุ่นวาย คิดว่า สภาอาจจะวุ่นวายมากขึ้น แต่ประเทศอาจจะวุ่นวายน้อยลง และขอให้สงบ
ส่วนที่พรรคเพื่อไทย มักตอกย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ ถนัดการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ต้องมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง เพราะรัฐบาลที่ทุจริต รัฐบาลที่ชั่วเท่านั้น ถึงจะกลัวฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง แต่ก็ขอบคุณที่บอกว่า เราเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบได้เลย ส.ส.พัทลุง กล่าวว่า เขาถึงได้บอกว่า ต้องการเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารอย่างเดียว แสวงหาอำนาจรัฐอย่างเดียว ชีวิตเขาเป็นฝ่ายค้านไม่ได้
"เหมือนกับพรรคเพื่อไทย จะเป็นจะตายขึ้นมาถ้าเป็นฝ่ายค้าน ถึงได้เคยมีคำพูดของแกนนำพรรคเพื่อไทยออกมาให้ได้ยิน พอไม่ได้ก็จะเป็นจะตาย ใครที่ไม่อยากเป็นฝ่ายค้านก็แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองไม่ได้คิดถึงประชาชน ความจริงแล้วประชาชนต้องการให้เป็นฝ่ายค้านก็ต้องเต็มใจทำหน้าที่อย่างดี อย่าไปอาลัยอาวรณ์กับหัวโขนเหล่านั้น ไม่อย่างนั้นพรรคก็เดินไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ต่างกันเลย ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคอื่น ซึ่งผมอยากให้คนเห็นถึงความแตกต่างตรงนั้น"
ชี้ “ปธ.-รองปธ.สภา” อยู่พรรคเดียวกัน ไร้ปัญหา
นายนิพิฏฐ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นของพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 คน ซึ่งมีการมองว่า อาจจะทำหน้าที่ไม่เป็นกลางเท่าที่ควรว่า คิดว่า ไม่มีปัญหาเรื่องความไม่เป็นกลาง แต่อยู่ที่ตัวบุคคล
"เพราะประธานและรองประธานสภาฯ อยู่พรรคการเมืองไหนก็ได้ แต่อยู่ที่หลักคิดว่า เป็นอย่างไร จะปฏิบัติหน้าที่อย่างไร เพื่อให้การประชุมสภาเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล"
ระบุ การเมืองตกต่ำ ไม่สนงานนิติบัญญัติ เพราะไม่ได้ผลประโยชน์
นายนิพิฏฐ์ เห็นว่า เรื่องนี้สะท้อนถึงความตกต่ำของฝ่ายนิติบัญญัติว่า ไม่มีนักการเมืองคนไหนที่สนใจจะเข้าไปงานการเมืองด้านนี้ ทั้งที่เวลาหาเสียงเลือกตั้งทุกคนบอกกับชาวบ้านว่า ให้เลือกตัวเขาเองไปเป็นผู้แทนฯ ถ้าเป็นผู้แทนฯก็คือ เลือกไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ว่าเลือกให้ไปเป็นรัฐมนตรี
“เวลาเข้าไปเป็นส.ส.แล้ว ทุกคนปฏิเสธการทำหน้าที่ ประธานหรือรองประธานสภาฯ ถือว่าเป็นสิ่งที่หน้าเศร้าในระบอบประชาธิปไตย เพราะฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีผลประโยชน์เป็นเงินเป็นทอง ทำให้เห็นว่าการเข้าสู่การเมืองต้องอยู่ฝ่ายบริการ สะท้อนให้เห็นว่า เป็นความตกต่ำของการเมือง และสะท้อนพัฒนาการทางการเมืองของไทยว่า มุ่งเข้าสู่ศูนย์อำนาจทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมาก ทั้งที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานรัฐสภา เป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยเทียบเท่ากับนายกฯ เท่ากับประธานศาลฎีกา และตำแหน่งรองประธานสภาเทียบเท่ากับรองนายกฯ” นายนิพิฏฐ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่นายเจริญ จรรย์โกมล ระบุว่า สนใจที่จะเป็นประธานกรรมาธิการมากกว่า รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้ เป็นความตกต่ำเลย เพราะบางที เป็นประธานกรรมาธิการบางทีใช้ตำแหน่งไปหาผลประโยชน์ได้ เรียกมาสอบสวน สอบไปสอบมา
"บางทีเจอทุจริตเจอการกระทำโดยมิชอบ ก็ไปเรียกรับผลประโยชน์ได้ เพื่อซูเอี๋ยกัน ในอดีตเคยมีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว และถ้านายเจริญพูดจริง ก็เท่ากับไม่ให้เกียรติฝ่ายนิติบัญญัติ"
เขาบอกว่า ขออย่าไปซ้ำเติมฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ตกต่ำไปมากกว่านี้เลย แต่ต้องภูมิใจในเกียรติในหน้าที่ ความจริงแล้วตำแหน่งดังกล่าวควรกระจาย ให้พรรคร่วมรัฐบาลด้วย แต่กลับไม่มีใครสนใจ ตัวคนที่เป็นประธาน หรือรองประธาน ก็ไปเป็นฝ่ายบริหารไม่ได้ ก็เลยต้องมาอยู่ตรงนี้เอาไว้ก่อน เห็นหรือไม่ว่า บางคนยังบอกว่า ยังไม่ทราบเลยว่าจะได้เป็นรองประธาน เข้าประชุมไม่ทัน เพื่อนเลยโหวตให้แล้ว



