
บทเรียนเมื่อนกเตนมาเยี่ยม
บทเรียนเมื่อนกเตนมาเยี่ยม : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]
เรื่องที่สร้างรอยยิ้มเล็กๆ ให้แก่ผม ในบรรยากาศของการพูดคุยกับพี่คนขับรถแท็กซี่เมื่อวานนี้ก็คือความเห็นของพี่คนขับว่า เดี๋ยวนกเตนไป นก(กระ)ยางก็จะมาอีกลูกหนึ่ง
อารมณ์ขันกับชื่อของพายุลูกล่าสุดนี้ก็ช่วยลดความเครียดจากสภาพปัญหาจราจรที่ติดอย่างหนักหน่วงและเปียกแฉะไปหมด เมื่อเจ้าพายุนกเตนมาเยือนเมืองไทย (จะพูดให้ถูกก็คือ เจ้านกเตนนั้นเมื่อมาถึงเมืองไทยได้กลายเป็นความกดอากาศต่ำไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)
ไม่นับกับรายงานข่าวน้ำท่วมมิดรถและบ้านเรือนตามต่างจังหวัด โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน
เมื่อผมพบรายงานข่าวนี้ทั้งในโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ สิ่งแรกที่ผมนึกถึงก็คือ เฮ้อ... เอาอีกแล้ว ปีนี้เริ่มฤดูน้ำท่วมอีกแล้วเหรอเนี่ย ทำไมมาเร็วเหลือเกิน
ข่าวน้ำท่วมรอบที่แล้วเพิ่งจะมีมาไม่กี่เดือนนี้เอง
ตกลงก่อนที่คุณยิ่งลักษณ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี คุณสรยุทธจะได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนที่เขาแซวกันในรอบที่แล้วอีกแล้วใช่ไหม? (เมื่อคุณสรยุทธและช่อง 3 มีบทบาทหลักในการบรรเทาทุกข์เรื่องน้ำท่วมถึงขั้นที่คนในรัฐบาลนั้นแขวะเอาให้)
บทเรียนเล็กๆ จากเรื่องนกเตนในเรื่องแรก ก็คือ เมื่อผมลองค้นเรื่องนกเตนในเว็บดู ก็พบว่ามีรายงานนกเตนมากมายเมื่อหลายวันก่อนในฟิลิปปินส์
มีความเสียหายที่กินวงกว้างมากมาย ที่ปรากฏในหน้าสื่อของประเทศของเขา และประเทศอื่นที่รายงาน ไม่เว้นแม้แต่จากสำนักข่าวรัสเซีย
ประเด็นง่ายๆ ก็คือ ถ้าสื่อไทยสนใจรายงานข่าวนี้มากขึ้น อย่างน้อยเราก็คงจะตั้งรับได้ไม่ยาก ไม่ต้องรอข่าวจากกรมอุตุนิยมวิทยาเสมอไป
พูดอีกทางหนึ่ง เป็นการยิงนกสองตัวด้วยกระสุนนัดเดียว นั่นก็คือ สนใจข่าวประเทศรอบๆ บ้านเรา และเตรียมตั้งหลักกับภัยพิบัติที่กำลังตามมา
ประการที่สอง ความเสียหายเรื่องน้ำท่วมในวันนี้ซึ่งพูดอีกทางก็คือ เป็นการเปิดฤดูกาลภัยพิบัติแห่งชาติ ควรจะได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากทางสื่อมวลชน ว่ารัฐบาลมีแผนรับมือในเรื่องนี้อย่างไร
และที่สำคัญ รัฐบาลที่กำลังจะมาใหม่นั้นมีแผนรับมืออย่างไร
น่าแปลกที่เรื่องราวเหล่านี้ดูไม่ค่อยเป็นเรื่องหลักในการหาเสียงในรอบที่ผ่านมาสักเท่าไหร่
เห็นจะมีแต่ในป้ายโฆษณาของ กทม. เองที่โชว์ว่ามีระบบท่อระบายน้ำขนาดใหญ่(มาก) ที่ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นผลงานหนึ่งในหลายชิ้นที่ทางกทม.ยุคนี้ภูมิใจ (โดยไม่ได้บอกว่า น้ำไม่ท่วมที่ กทม. จะไปท่วมที่ไหนอย่างยั่งยืนหรือไม่)
ในมุมของผมตอนนี้เราเริ่มเห็นภารกิจหลักของการบรรเทาสาธารณภัยขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ที่ยังไม่พบว่าจะมีการพูดจากันอย่างเป็นระบบ
บางที พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะพูดถูกในเรื่องของความจำเป็นในการตั้งกระทรวงความมั่นคง แต่ท่านอาจจะพูดไม่ถูกทั้งหมดว่าทหารจะต้องมาเป็นหน่วยงานหลัก ทั้งนี้ก็อาจจะเห็นจากเรื่องของเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
หรือบางทีประเด็นสำคัญอาจจะไม่ได้อยู่ที่การก่อตั้งกระทรวงใหม่ แต่หมายถึงการบริหารจัดการภัยพิบัติในแบบบูรณาการจากหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน
กล่าวคือแทนที่จะเป็นกระทรวง ก็อาจจะต้องมีรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องด้านนี้ และมีระบบการทำงานร่วมกัน
รวมทั้งระบบการรายงานข่าวเรื่องนี้ที่ก้าวหน้ามากกว่ารอรับรายงานจากฝ่ายรัฐบาลในเรื่องตัวเลขความเสียหาย
ผมคิดว่าเรามีบทเรียนสำคัญจากกรณีน้ำท่วมปีที่แล้ว รวมทั้งบทเรียนจากการรายงานข่าวภัยพิบัติจากญี่ปุ่นในช่วงที่แล้ว ก็น่าจะถึงเวลาสังคายนาระบบการเตือนภัยและข่าวเตือนภัย และระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติรวมทั้งการติดตามข่าวเรื่องแบบนี้ให้ดีขึ้นได้ครับ
สู้ๆ ครับ ...



