คนขายหมูลุกฮือ! ท้วงฟาร์มขึ้นราคา
พ่อค้าแม่ค้าแผงขายเนื้อหมูชำแหละหาดใหญ่กว่า 200 แผง นัดรวมตัวประกาศหยุดขาย 5 วัน ประท้วงฟาร์มขึ้นราคาต่อเนื่อง ส่งผลกระทบแผงหมูและผู้บริโภค
3 ส.ค. ที่ตลาดสดพลาซ่า 3 เทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งป็นตลาดที่มีจำนวนแผงขายเนื้อหมูชำแหละมากที่สุดของหาดใหญ่ มีกว่า 40 แผง โดยเหล่าพ่อค้าแม่ค้าเขียงหมูได้รวมตัวกันหยุดขายเนื้อหมูชำแหละรวมระยะเวลา 5 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.เป็นวันแรก ไปจนถึงวันที่ 7 ส.ค.นี้ โดยให้เหตุผลว่า ราคาเนื้อหมูแพง และทางฟาร์มหมูได้ขยับขึ้นราคาเนื้อหมูอย่างต่อเนื่องเกือบทุกสัปดาห์ เดิมราคาอยู่ที่ 130 กว่าบาทต่อกิโลกรัม ปรับเพิ่มขึ้นมาเรื่อยจนราคาสูงขึ้นเป็น 150 - 160 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลกระทบต่อแผงขายหมูและผู้บริโภคเนื้อหมูเป็นอย่างมาก
พ่อค้าแผงขายหมูชำแหละรายหนึ่งที่จำหน่ายอยู่ในตลาดดังกล่าว ระบุว่า เดิมราคาหมูจากฟาร์ม ซึ่งเป็นที่ยังไม่ได้ชำแหละอยู่ที่ กิโลกรัมละ 60 บาท และราคาเนื้อหมูอยู่ที่กิโลกรัมละ 130 บาท แต่ในช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาราคาหมูจากฟาร์มปรับขึ้นทุกสัปดาห์ ล่าสุดราคาหมูเป็นที่ยังไม่ได้ชำแหละสูงขึ้นมากถึง กิโลกรัมละ 86 บาท ส่วนราคาเนื้อหมู ขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 -160 บาท ทำให้ลูกค้าประจำที่มาซื้อหมูเริ่มมีเสียงสะท้อนกันออกมาถึงราคาเนื้อหมูที่สูงขึ้น
"เมื่อราคาหมูแพงขึ้นก็ต้องปรับราคาตาม หากไม่ปรับราคาตามก็จะต้องขาดทุน เมื่อเป็นเช่นนี้ทางกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าแผงหมูในหาดใหญ่จึงได้รวมตัวกันเพื่อที่จะหยุดขายหมูเป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 7 ส.ค. เพื่อเรียกร้องให้ทางฟาร์มหยุดราคาเนื้อหมูไม่ให้สูงขึ้นไปกว่านี้ เพราะหากราคายังสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แผงหมูก็เดือนร้อน ลูกค้าที่มาซื้อเนื้อหมูก็เดือดร้อน” พ่อค้าแผงขายหมูชำแหละรายนี้ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แผงขายเนื้อหมูชำแหละทั่วพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทั้งหมดมีอยู่กว่า 200 แผง จะกระจายกันขายอยู่ในตลาดสดจำนวน 10 แห่ง ทั้งของเทศบาลและเอกชนการนัดรวมตัวกันหยุดขายเนื้อหมูพร้อมกันในวันนี้ เพื่อต้องการเรียกร้องให้ทางฟาร์มหมูหยุดการปรับขึ้นราคาเนื้อหมู เนื่องจากได้รับผลกระทบมาก รวมไปถึงผู้บริโภคด้วย
ผู้เลี้ยงหมูเหนือ-อีสานวอน'รัฐ'ช่วย
นายวรพจน์ สัจจาวัฒนา นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรเพื่อการค้านครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของไทยกำลังประสบปัญหาโรคระบาด และการเปลี่ยนฤดูกาล ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน ซ้ำเติมให้สุกรอ่อนแอลง ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงและการผลิตหมูเป็นเพิ่มขึ้นราว 25% หากรวมภาระค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เช่น ปลายข้าวที่ขยับตัวสูงขึ้นจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลใหม่ด้วยแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต้องแบกรับภาระต้นทุนที่หนักหนาเอาการ
"สิ่งที่เกษตรกรต้องการให้ภาครัฐช่วย คือการปล่อยราคาเนื้อหมูให้เป็นไปตามกลไกตลาด ความต้องการซื้อและปริมาณผลผลิตที่มีจะเป็นตัวควบคุมราคาเอง เมื่อผู้ผลิตเห็นว่าตลาดสามารถแข่งขันได้อย่างเสรี ก็จะกล้าลงทุนเลี้ยงหมูส่งผลให้ปริมาณหมูมากขึ้น ระดับราคาก็จะปรับลดลงเองโดยอัตโนมัติ จึงขอวิงวอนให้รัฐบาลใหม่เข้าใจถึงสภาวะที่เกษตกรกำลังประสบอยู่ ซึ่งวันนี้แทบไม่ต้องพูดถึงกำไรเพราะต้นทุนสูงมาก ขอแค่ให้กลไกตลาดเป็นตัวควบคุมราคา เพื่อให้เกษตรกรพออยู่ได้และมีที่ยืนก็พอ" นายวรพจน์ ระบุ
ด้าน นายสุนทราพร สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ ให้ความเห็นที่สอดคล้องกันว่า กลไกตลาดจะช่วยคลี่คลายปัญหาราคาสุกรได้ และที่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเนื้อสุกรทั้งหมดมีราคาแพงที่กิโลกรัมละ 150-160 บาทนั้น ชิ้นส่วนของสุกรไม่ได้ขายในราคาดังกล่าวได้ทั้งหมด เพราะหากคิดที่สุกรขุนหนึ่งตัวน้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม เมื่อถูกชำแหละและนำเอาเลือด ขน อวัยวะภายใน และส่วนที่อยู่ในทางเดินอาหารออกแล้วจะได้ซากสุกรที่ขายได้จริงเพียง 75 กิโลกรัม และมีส่วนของเนื้อที่ขายได้ในราคาดังกล่าวอยู่เพียงประมาณ 42 กิโลกรัมเท่านั้น
"ทั้งสันใน สันนอก กระดูกซี่โครง หรือสามชั้น ล้วนขายกันคนละราคาทั้งสิ้น หากนำมาเฉลี่ยแล้ว ราคาสุกรจะแพงไม่ถึงกิโลกรัมละ 150-160 บาทดังที่เข้าใจกัน ทั้งนี้ เชื่อว่าสถานการณ์ราคาจะยืนอยู่ในระดับนี้ และน่าจะคลี่คลายในอีก 6 เดือนข้างหน้า” นายสุนทราพรกล่าวทิ้งท้าย



