
เพื่อความอยู่รอดของทุกฝ่าย300ยังน้อยไป
เพื่อความอยู่รอดของทุกฝ่าย300ยังน้อยไป : เล่าสู่กันฟัง โดย บัญญัติ คำนูณวัฒน์
เวลานี้คนไทยทั้งประเทศกำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ของพรรคเพื่อไทยที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ในอีกไม่กี่วัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท และเงินเดือนเริ่มต้นของคนที่จบปริญญาตรี เริ่มที่เดือนละ 15,000 บาท ที่ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง นักธุรกิจผู้ประกอบการรายใหญ่รายย่อย กลุ่มผลประโยชน์ นักการเมือง นักวิชาการ สื่อมวลชน ฯลฯ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์จนกลายเป็นเรื่องฮิตติดอันดับในขณะนี้ มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมจึงขอนำข้อมูลต่างๆ มา”เล่าสู่กันฟัง” เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวคิดให้ทุกท่านได้พิจารณากันครับ
หากจะมองย้อนกลับไปเรื่องการขึ้นค่าแรงที่ผ่านมา อัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อวัน ประกาศโดยกระทรวงแรงงาน ฉบับล่าสุด มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 โดยเรียงจากจังหวัดที่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงที่สุดไปหาจังหวัดที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำน้อยที่สุด คือ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร 225 บาท, ภูเก็ต 221 บาท, ชลบุรี 196 บาท, ฉะเชิงเทรา และสระบุรี 193 บาท, พระนครศรีอยุธยา 190 บาท, ระยอง 189 บาท, พังงา 186 บาท, ระนอง 185 บาท, กระบี่ 184 บาท, นครราชสีมา และปราจีนบุรี 183 บาท, ลพบุรี 182 บาท, กาญจนบุรี 181 บาท, เชียงใหม่ และราชบุรี 180 บาท ไล่เรียงไปถึงจังหวัดที่ต่ำสุดคือ พะเยา 159 บาท แสดงว่า รายได้ขั้นต่ำต่อเดือนตอนนี้จึงอยู่ระหว่าง 4,470-6,750 บาทเท่านั้น
คราวนี้เราลองมาดูข้อมูลจากการสำรวจค่าใช้จ่ายของครัวเรือนทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 5.2 หมื่นครัวเรือน ตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม ปี 2553 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) พบว่า มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 16,819 บาท ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ 34.6% เป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมาเป็นค่าที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้าน 19.4% ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางและยานพาหนะ 18.9% ของใช้ส่วนบุคคล/เครื่องนุ่งห่ม/รองเท้า 5.5% ใช้ในการสื่อสาร 3.1% ใช้ในการบันเทิง/การจัดงานพิธี 2.2% ค่าใช้จ่ายในการศึกษา 1.9% สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้เกี่ยวกับกิจกรรมทางศาสนามีเพียง 1% ตามลำดับ
ส่วนค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค เช่น ค่าภาษี ของขวัญเบี้ยประกันภัย ซื้อสลากกินแบ่ง/หวย ดอกเบี้ย มี 11.7% และถ้าหากเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของครัวเรือนรายภาค จะเห็นว่าในกรุงเทพฯ และ 3 จังหวัด คือ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนเฉลี่ย 28,055 บาท รองลงมาเป็นครัวเรือนภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือน 18,173, 16,894 และ 13,422 บาท ตามลำดับ ส่วนครัวเรือนภาคเหนือ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนต่ำสุดคือ 12,818 บาท
จะเห็นได้ว่ารายรับที่ได้อยู่ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการยังชีพขั้นพื้นฐาน ถึงแม้จะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาแล้วเมื่อต้นปี และจะมีการปรับเพิ่มขึ้นอีกเป็นวันละ 300 บาทในอนาคต รายได้ของลูกจ้างแรงงานก็จะยังคงไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี โดยเฉพาะสำหรับลูกจ้างทั่วไป ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ หรือจะพูดว่าวันละ 300 บาทก็ยังน้อยไปด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนนักธุรกิจทั้งหลายให้หันมาเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน ด้วยการเปิดใจยอมรับความจริง ยอมรับการเพิ่มต้นทุนด้านแรงงาน แล้วหาทางปรับปรุงเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
เพื่อคนส่วนใหญ่ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือให้เขาพออยู่รอดได้ก็ยังดี และเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศมีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความเข้มแข็ง ก็จะส่งผลให้สภาพสังคม ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ซึ่งแน่นอนธุรกิจของท่านก็ย่อมดีตามไปด้วย หากจะมองโลกในแง่บวกก็ต้องบอกว่าเป็นโอกาสดีที่ภาคธุรกิจจะได้แสดงความมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมชาติ และส่งผลดีต่อตนเองด้วย เพราะอย่าลืมว่า ถ้าช่องว่างทางรายได้มันแตกต่างกันมากเกิน จนคนส่วนใหญ่เขาอยู่ไม่ได้ ธุรกิจของเราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน



