ข่าว

สมุน (ไพร) มีพิษ

สมุน (ไพร) มีพิษ

25 เม.ย. 2552

สัปดาห์นี้อาจารย์ยักษ์ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฟัง ตามสไตล์ของคนพูดจา ตรงๆ ห่ามๆ และชัดๆ ต้องฟันธงให้เห็นว่า ถึงเวลา (นาน) แล้วที่กระทรวงเกษตรฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตร

  ยิ่งดู ยิ่งรู้ ยิ่งเห็น ก็ยิ่งละเหี่ยใจว่า เกษตรกรชาวไทยยังต้องลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง หวังพึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้น้อยมาก ดูเหมือนข้าราชการถ้าไม่เข้า “เกียร์ว่าง” ก็เข้า “เกียร์ถอยหลัง” หรือไม่ก็ใส่ “เกียร์เดินหน้า” พุ่งชนให้ผลประโยชน์ของคนไทยต้องเสียหาย

 อย่างกรณีของการขึ้นทะเบียนสมุนไพร 13 ชนิดให้เป็นวัตถุมีพิษนั้น เป็นตัวอย่างอีกตัวอย่างของการ “ทำร้าย” เกษตรกร จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แม้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรจะออกมายืนยันว่า เจตนาทำไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของพ่อค้ายาฆ่าแมลงและปุ๋ยชีวภาพปลอม แต่เกษตรกรและเครือข่ายเกษตรกรก็ยังงงๆ ว่า “คิดได้ไง”

 ทำให้อาจารย์ยักษ์นึกถึงคราที่ต้องถูกจับติดคุก เพราะความพยายามที่จะให้คนไทยสามารถพึ่งตนเองในการดูแลสุขภาพจากสมุนไพรไทยที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ก็ต้องถูกเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจในสมัยนั้นกลั่นแกล้ง โดยอ้างว่าไม่มี “อย.”

 ทำให้นึกถึงหนังเรื่องโหมโรง ที่การเล่นดนตรีไทยก็กลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายไป เพราะเมื่อผู้มีอำนาจของบ้านเมืองหลงใหลกับวัฒนธรรมต่างชาติจนเหยียดหยามมรดก วัฒนธรรมของตนเอง

 ทำให้นึกถึงเหล้าที่ชาวบ้านต้มกินกันมาแต่โบราณกาล เมื่อมีเหล้าอุตสาหกรรมเข้ามา เหล้าท้องถิ่นของชาวบ้านก็กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายไป

 คิดไม่ถึงว่า ในยุคที่ผู้คนกำลังเชิดชูภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพรที่ชาวบ้านใช้กันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายกลับกลายเป็น “วัตถุมีพิษ” เหตุผลที่อ้างว่า เพื่อปกป้องชาวบ้านไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของพ่อค้ามิจฉาชีพ แต่เบื้องหลังลึกๆ ใครจะรู้บ้างว่าคืออะไร ที่แน่ๆ คือคำประกาศนี้ได้สร้างผลกระทบทางลบเกิดขึ้นกับเกษตรกรมากมาย

 เพราะทันทีที่ประกาศฉบับนี้ออกมา เกษตรกรที่ปลูกพริก ปลูกตะไคร้ ได้รับผลกระทบทันที สร้างความยุ่งยากให้แก่กระบวนการการพึ่งตนเองของชาวบ้านเมื่อต้องการผลิตปุ๋ย ผลิตยาชีวภาพใช้เอง ที่แน่ๆ ความยุ่งยาก และขั้นตอนที่ต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ก็ทำให้ชาวบ้านอาจลดการใช้สารชีวภาพลง เพิ่มการใช้สารเคมีมากขึ้น เพราะง่ายกว่า ไม่ต้องไปติดต่อยุ่งเกี่ยวกับทางการ เพราะรู้ๆ อยู่ว่าการยุ่งเกี่ยวกับทางการนั้นมันปวดใจแค่ไหน

 คนที่ยิ้มได้อีกจากประกาศฉบับนี้ หนีไม่พ้น นายทุนปุ๋ยเคมี ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นการ “ช่วยเหลือ” หรือ “ช่วยเถือ” ชาวบ้านกันแน่ ที่สำคัญ “ประกาศ” ที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากแบบนี้ ทำไมไม่ถามความคิดเห็นของประชาชนก่อน

 ในสถานการณ์ที่โลกเข้าสู่วิกฤติด้านอาหารอย่างรุนแรง เกษตรกรผู้ผลิตอาหารสมควรอย่างยิ่งจะต้องเป็น “พระเอก” ได้รับการปกป้องดูแล สนับสนุนให้ทำหน้าที่ต่อสู้กับผู้ร้ายในคราบวิกฤติอาหารนี้ และหน่วยงานรัฐถึงเวลาที่ต้องตระหนักถึงความสำคัญในฐานะ “สมุน” เป็นเครื่องไม้เครื่องมือยุทโธปกรณ์ที่สำคัญให้พระเอกไปสู้รบ

 ไม่ใช่ทำหน้าที่เหมือนอาวุธที่ขึ้นสนิม ไม่ทำงาน หรือซ้ำร้ายเป็นอาวุธที่กลับมายิงพระเอกเสียเอง!
        
"อาจารย์ยักษ์ ณ มหาลัยคอกหมู"