
"อาหาร-น้ำมัน"แพงเงินเฟ้อก.ค.พุ่ง4%จับตาสหรัฐแก้หนี้
ราคาอาหารและพลังงานแพงขึ้น ดันเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 4% พาณิชย์มั่นใจไม่หลุดเป้าปีนี้ รับราคาน้ำมันเสี่ยง สั่งกรมการค้าภายในศึกษาผลกระทบ ด้าน กนง.สั่งแบงก์ชาติจับตาการแก้ปัญหาหนี้สหรัฐ ห่วงสะดุดกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) ประจำเดือนกรกฎาคม 2554 ว่า ราคาสินค้าในหมวดอาหารและพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 4.08% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2553 ถือว่ายังขยายตัวในระดับที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ส่วนเงินเฟ้อในช่วง 7 เดือนของปีนี้ เพิ่มขึ้น 3.64% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยังอยู่ในประมาณการดัชนีเงินเฟ้อทั้งปีที่คาดว่าเพิ่มขึ้น 3.2-3.7% โดยราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อทิศทางเงินเฟ้อ เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันได้ปรับขึ้นสูงกว่าเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์แล้ว จึงสั่งให้กรมการค้าภายในไปศึกษาเพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อราคาสินค้า
"ไตรมาส 3 คาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.6% และไตรมาส 4 จะปรับลดลง รวมทั้งปีน่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% จึงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก" นายยรรยงกล่าวและว่า ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงเชื่อว่าจะยังไม่ขึ้นทันที และมีผลกระทบไม่มาก ซึ่งได้ให้กรมการค้าภายในศึกษาเพิ่มเติมว่า การขึ้นค่าแรงจะมีผลให้ผู้ประกอบการขึ้นราคาสินค้าหรือไม่ โดยประเมินจากกำลังซื้อของประชาชน
ทั้งนี้ ในหมวดสินค้าเกษตรพบว่า ราคาข้าวและเนื้อหมูเพิ่มสูงขึ้น โดยข้าวเจ้าหอมมะลิเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 42-44 บาท เมื่อเดือนมิถุนายน เป็น 43-45 บาท ในเดือนกรกฎาคม ส่วนข้าวเหนียวเพิ่มจากเดือนมิถุนายน ที่กิโลกรัมละ 28-32 บาท เป็นกิโลกรัมละ 30-35 บาท ส่วนหมูเนื้อแดงส่วนสะโพกเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 130-140 บาท เมื่อเดือนมิถุนายน เป็น 140-150 บาทต่อกิโลกรัม ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่ราคาเนื้อไก่ ไข่ไก่ น้ำตาลทราย ผักสดและผลไม้สดราคาลดลง
นายทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลกระทบจากการแก้ปัญหาหนี้ของสหรัฐว่า หลายฝ่ายประเมินในทิศทางเดียวกันว่า สหรัฐน่าจะบรรลุข้อตกลงเรื่องการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ เพียงแต่การบรรลุข้อตกลงที่ล่าช้าทำให้สหรัฐได้เรียนรู้ว่าไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากนัก และยังมีผลต่อความเชื่อมั่น ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้กำชับให้ ธปท.ติดตามสถานการณ์ของสหรัฐอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกังวลว่า หากสหรัฐมีปัญหาจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนยังความกังวลว่าปัญหาหนี้ของสหรัฐอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เพราะเศรษฐกิจสหรัฐมีขนาดใหญ่และถ้าเกิดอะไรขึ้นก็กระทบทั้งโลก ซึ่งต้องรอดูว่าแนวทางที่สหรัฐประกาศออกมาแล้วผลจะเป็นอย่างไร โดยถ้าเศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหาก็ยังมีเศรษฐกิจสหภาพยุโรปที่พึ่งได้



