ข่าว

ความหวังอยู่ที่รัฐสภา

ความหวังอยู่ที่รัฐสภา

02 ส.ค. 2554

ความหวังอยู่ที่รัฐสภา : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]

           อยากจะย้อนกลับไปนิดหนึ่งว่าเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมอภิปรายทางวิชาการในเวทีแห่งหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่สำคัญในเวทีนั้นก็คือการได้มีโอกาสอภิปรายร่วมกับ "ครู" ทางรัฐศาสตร์ของผมท่านหนึ่ง

            ผมยังจำได้นับตั้งแต่เรียนกับครูของผมท่านนี้มาเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว สิ่งที่ครูของผมเน้นเสมอก็คือ ทางออกของการเมืองไทยและการเมืองของประเทศที่กำลังพัฒนานั้นก็คือ "การสร้างสถาบัน" institutionalization ให้แก่สถาบันทางการเมือง

            หมายความว่า การเมืองที่กำลังเป็นอยู่ โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนานั้น จำต้องมีการพัฒนาขึ้น เหมือนกับการพยายามพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม ทีนี้หัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านการเมืองก็คือการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง แต่จะสร้างสิ่งนั้นได้ก็ต้องทำให้สถาบันทางการเมืองบางสถาบันนั้นเข้มแข็งขึ้น

            จากในอดีตจะพบว่าในกรณีของบ้านเรานั้นสถาบันที่เข้มแข็งมากก็คือ ทหารและข้าราชการ ซึ่งพัฒนาก่อนสถาบันอื่น ดังนั้นถ้าจะให้การเมืองนั้นมีการพัฒนา ก็จำต้องพัฒนาพรรคการเมือง ให้มีองค์กรและมีอุดมการณ์ที่เข้มแข็ง จากนั้นพรรคการเมืองก็จะสามารถแข่งขันในทางนโยบายได้ ทั้งนี้หนึ่งในรูปธรรมก็คือการมีรัฐธรรมนูญที่บังคับให้การเลือกตั้งต้องสังกัดพรรค มีพรรคขนาดใหญ่ และมีวินัย

            จนถึงวันนี้ ผมกลับตั้งข้อสงสัยกับครูของผมว่า เราพัฒนาพรรคการเมืองมาจนถึงวันนี้ เราเลือกพัฒนาถูกสถาบันไหม หรือว่าเราอาจจะมาถูกทางแต่ควรจะหันไปสนใจสถาบันด้วย

            คำตอบของผมวันนี้ก็คือ รัฐสภา คือสถาบันที่เราไม่ได้พัฒนาอย่างจริงจัง เรามองว่าการพัฒนาสถาบันในการเมืองรัฐสภานั้นก็คือให้พัฒนาพรรคการเมือง พัฒนาระบบเลือกตั้ง หรือแม้กระทั่ง พัฒนาประชาสังคม แต่ทั้งหมดนั้นคือเราพยายามพัฒนาตัวแสดงและที่มาของตัวแสดงที่จะเข้ามาในสภา เราไม่ได้เอาสภาเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาการเมือง

            ทั้งที่รัฐสภาคือหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยในบ้านเรา โดยเฉพาะการเป็นที่มาของการมีนายกรัฐมนตรีด้วย

            ถ้าเราเอารัฐสภาเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เราจะมีการพัฒนาระบบกรรมาธิการทหาร ทำให้รัฐสภาเป็นศูนย์กลางของการถกเถียงที่สำคัญในเรื่องของนโยบาย ไม่ใช่คิดกันแต่เรื่องว่าจะเอาทหารแก่สักคนไปคุมกองทัพในนามของการแต่งตั้งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม

            ถ้าเราเอารัฐสภาเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เราจะมีการพัฒนาสื่อมวลชนของรัฐสภา ที่มีการนำเสนอประเด็นของการนำเสนอกฎหมาย ว่ามีกี่ร่าง แต่ละร่างต่างกันอย่างไร รวมทั้งการที่ภาคประชาชนก็สามารถเสนอร่างได้ด้วย

            เราจะมีการติดตามว่าแต่ละกฎหมายนั้นตอนนี้อยู่ในขั้นไหน ไม่ใช่เชื่อว่าโทรทัศน์สาธารณะอย่างทีวีไทยจะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง เพราะทีวีไทยเป็นโทรทัศน์ภาคประชาชน ไม่ใช่โทรทัศน์รัฐสภา เขาสนใจปัญหาโครงสร้าง สนใจเรื่องอีกสิบปีข้างหน้า เขาไม่ได้สนใจการแก้ปัญหาในสภาในวันนี้ ซึ่งก็ไม่แปลก แต่ไม่ควรผูกขาดความเป็นสาธารณะ และผูกขาดการได้มาซึ่งทุนในการจัดทำไว้ช่องเดียว และขณะเดียวกัน โทรทัศน์แบบของหน่วยงานราชการก็สนใจมิติการประชาสัมพันธ์ มากกว่ามิติของการปรึกษาหารือและการติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นจากรัฐสภา

            ถ้าเราเอารัฐสภาเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เราอาจจะไม่ต้องถูกนักการเมืองหลอก หรือกำหนดประเด็นว่าเสถียรภาพของรัฐบาลเท่ากับเสถียรภาพทางการเมือง โดยการต้องมีรัฐบาลผสมเสียงข้างมากเยอะๆ หรือเชื่อไปถึงขั้นที่ว่ารัฐบาลในอุดมคติคือรัฐบาลแห่งชาติ คือทุกพรรคมาเป็นรัฐบาล

            การเมืองระบบรัฐสภานั้นอยู่ได้เพราะการทำงานร่วมกันในรัฐสภา ไม่ใช่อยู่ได้เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมาก อย่างกรณีนอร์เวย์นั้นหลายครั้งมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ได้ หรืออเมริกาซึ่งใช้ระบบประธานาธิบดี ก็มีวัฒนธรรมที่จะเลือกประธานาธิบดีกับรัฐสภาจากคนละพรรค

            ประเด็นอยู่ที่ความสำคัญในการทำให้รัฐสภาอยู่ได้ อยู่ที่การแสวงหาความร่วมมือในการผ่านกฎหมายระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ไม่ใช่เรื่องของการโหวตยังไงก็ชนะ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้การตัดสินใจในสภาเป็นเรื่องของการปรึกษาหารือและทำงานของทั้งสภา ไม่ใช่เรื่องของวินัยพรรคและเสียงข้างมากที่อาจกลายเป็นเผด็จการรัฐสภา ซึ่งหมายถึงการที่รัฐสภาไม่ตอบสนองต่อกระแสของสังคม

            ใช้โอกาสที่กำลังวุ่นวายกันเรื่องตั้ง ครม. มาสนใจการปฏิรูประบบงานรัฐสภากันดีกว่าไหมครับ จะได้ติดตามตรวจสอบรัฐบาล และทำงานร่วมกับรัฐบาลได้มากขึ้นครับ