ข่าว

จี้รื้อ'ค่าแรงขั้นต่ำ'แนะรัฐเยียวยา

จี้รื้อ'ค่าแรงขั้นต่ำ'แนะรัฐเยียวยา

02 ส.ค. 2554

ถึงเวลารื้อ"ค่าแรงขั้นต่ำ" แนะรัฐหาทางเยียวยา-หยุดแทรกแซง : รายงานโดยโต๊ะรายงานพิเศษ

          นโยบายหาเสียงค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทของพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงว่าจะทำได้จริงหรือไม่ และหากเดินหน้านโยบายดังกล่าว จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างไร หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจจัดเสวนาโต๊ะกลม โดยมีนักวิชาการแรงงาน ภาคเอกชน ตัวแทนแรงงาน มาร่วมวิเคราะห์และให้มุมมอง
 ค่าแรงขึ้นต่ำกว่าเงินเฟ้อ-จีดีพี

           นักวิชาการแรงงานและตัวแทนภาคแรงงานมีความเห็นตรงกันว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลควรรื้อระบบค่าแรงขั้นต่ำ และกำหนดค่าจ้างกลางเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยนายศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการแรงงาน กล่าวว่า การควบคุมต้นทุนด้านค่าจ้างแรงงานให้ต่ำ เพื่อเอื้อต่อการแข่งขันของภาคส่งออก และความไม่เป็นเอกภาพของขบวนการแรงงาน ทำให้ค่าจ้างในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตช้ามาก โดยเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อพบว่าในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.76% แต่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.57%

           "การปรับค่าจ้างขั้นต่ำไม่ควรจะเป็นเรื่องของการต่อรอง เพราะเป็นเรื่องของเหตุผล เป็นค่าแรงพื้นที่ฐานในการดำงชีวิตได้อย่างปลอดภัย ควรจะนำเอามติด้านสังคมเข้ามาพิจารณามากกว่า เพราะค่าจ้างขั้นต่ำมีเพื่อให้คนงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีพอสมควร จากนี้คงต้องรื้อระบบการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะที่ผ่านมา ระบบไตรภาคี รัฐบาลเอนเอียงสนับสนุนอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก" นายศักดินากล่าว

           สอดคล้องกับความเห็นของนายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ที่ระบุว่า  จากข้อมูลในปี 2552 แสดงชัดเจนว่าค่าจ้างขั้นต่ำไม่สามารถอยู่ได้ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งหากย้อนดูการปรับค่าจ้างขั้นต่ำในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าปรับขึ้นเฉลี่ยไม่เกิน 2% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับการเติบโตของเศรษฐกิจที่แท้จริง และหากปรับตามสภาพเศรษฐกิจ ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำควรมากกว่า 300 บาท จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ควรต้องปรับขึ้นค่าจ้างให้สมดุลกับความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงาน ส่วนผลกระทบต่อผู้ประกอบการนั้น รัฐบาลก็ต้องหาแนวทางมาเยียวยา

 

เอกชนไม่ขัดแต่ต้องทยอยขึ้น

           ขณะที่ภาคเอกชนชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยนายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนไม่ได้ห้ามปรับค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ต้องการให้ปรับขึ้นเป็นอัตราส่วน เพราะการที่ปรับขึ้นทันทีจะทำให้ผู้ประกอบการในต่างจังหวัดปรับค่าจ้างขึ้นสูงมาก จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปไม่รอด ซึ่งหากรัฐบาลต้องการทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น ก็ต้องมาช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวได้ในกลุ่มที่ใช้แรงงานมาก

           "รัฐบาลควรตั้งกองทุนขึ้นมา เพื่อนำเงินมาจ่ายส่วนต่างให้แก่ผู้ประกอบการที่จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น โดยฝ่ายแรงงานต้องร่วมกันเรียกร้องเพื่อให้รัฐบาลตั้งกองทุนมาชดเชยค่าแรง ซึ่งภาคเอกชนยินดีที่จะหารือกับรัฐบาลใหม่และผู้นำแรงงานเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยภาคเอกชนไม่เชื่อว่าอุตสาหกรรมจะอยู่ได้หากแรงงานอยู่ไม่ได้" นายทวีกิจระบุ

           ด้านนายธำรง ธิติประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมรองเท้าจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงอย่างมาก ในส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถปรับตัวได้ด้วยการลดคนงานและซื้อเครื่องจักรเพิ่ม แต่เอสเอ็มอีคงอยู่ไม่ได้ และในการรับจ้างผลิตหากโรงงานในไทยผลิตไม่ได้ตามต้นทุนที่กำหนด บริษัทต่างชาติก็จะหันไปจ้างประเทศอื่นแทน เพราะสินค้าในกลุ่มนี้ตลาดโลกเป็นผู้กำหนดราคา โรงงานผู้ผลิตไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ หากรัฐบาลดึงดันจะปรับค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ ก็ต้องพร้อมให้อุตสาหกรรมรองเท้าหายไปจากประเทศ และจะกระทบแรงงานไม่ต่ำกว่าแสนคน

           "หากทยอยขึ้นเป็นสัดส่วนก็พอรับได้ เพราะบางจังหวัดเพิ่มขึ้นถึง 70% เป็นเรื่องรุนแรงจึงควรค่อยเป็นค่อยไป หากให้เวลาอุตสาหกรรมปรับตัวเพียง 4 เดือนคงไม่สามารถทำได้ เพราะรับคำสั่งซื้อล่วงหน้ามีการกำหนดราคาไปแล้ว ควรต้องให้เวลาปรับตัวไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และทางที่ดีควรให้แรงงานมีทักษะก่อนค่อยขึ้นค่าจ้าง" นายธำรงระบุ

 

 ติงขึ้นรวดเดียวไม่เป็นผลดี

           ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมนั้น นายกำพล อดิเรกสมบัติ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส บริษัท หลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททันทีทั่วประเทศ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และแรงงานอาจไม่ได้อยู่ดีกินดีอย่างที่ตั้งใจ เพราะราคาสินค้าแพงขึ้น ส่วนเอสเอ็มอีอาจต้องลดการจ้างงานลงถ้ารับภาระต้นทุนไม่ไหว ซึ่งในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทั้งแรงงานและเอสเอ็มอี เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวสูงต่อเนื่องประมาณ 50% แต่ค่าจ้างเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

           "ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 176 บาท หากต้องปรับขึ้นเป็น 300 บาท ก็เท่ากับต้องปรับขึ้น 70% ถือว่ารุนแรง ดังนั้น ควรต้องปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป และควรมีการฝึกอบรมก่อนรับค่าแรง 300 บาท เพราะไทยมีปัญหาแรงงานทำงานไม่ตรงทักษะ และหากจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสก็ต้องหาทางปฏิรูประบบค่าแรงใหม่ และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยรัฐไม่เข้ามาแทรกแซง เพราะในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงการปรับค่าจ้างตลอดเวลา ทำให้การขึ้นค่าแรงไม่เป็นไปตามกลไกตลาด" นายกำพลกล่าว