
พระบรมฯพระราชทานทรัพย์ระงับคดีพิพาทโบอิ้ง
พระบรมฯ พระราชทานทรัพย์ ระงับคดีพิพาท วอลเตอร์บาว-รัฐบาลไทย
เพื่อทรงทดแทนบุญคุณประเทศ สัมพันธ์ระหว่าง2ประเทศไม่ทรงปรารถนาให้พระนามาภิไธยไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทและมิให้เป็นที่เสื่อมเสียต่อพระเกียรติยศ
31 กรกฎาคม 2554 สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารแถลงการณ์
เรื่อง การอายัดเครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กรณีพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัท Walter Bau AG
ตามที่ศาลสูงสุดแห่งรัฐเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 ให้ดำเนินการอายัดเครื่องบินพระที่นั่งของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ไว้เป็นของกลางในคดีพิพาทระหว่างบริษัท Walter Bau AG กับรัฐบาลไทยและศาลแขวงแลนส์ฮูท ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ให้วางเงินประกันจำนวน 20 ล้านยูโร เพื่อถอนอายัดเครื่องบินพระที่นั่งดังกล่าวนั้น
ตลอดระยะเวลาตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งรัฐเบอร์ลิน และคำสั่งของศาลแขวงแลนส์ฮูท สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มิได้ทรงตอบโต้แต่ประการใด ต่อคำพิพากษาและคำตัดสินดังกล่าว รวมทั้งต่อกระแสข่าวทั้งจากในและต่างประเทศ
ทรงเคารพต่อคำพิพากษาของศาลและทรงเชื่อมั่นในความยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรม ด้วยทรงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลและประชาชนของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในระหว่างที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจและทรงพำนักอยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ทรงได้รับการต้อนรับ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เป็นอย่างดี
แม้ว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะมิได้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัท Walter Bau AG และมิได้ทรงเป็นผู้สร้างเรื่องหรือเหตุการณ์ข้อพิพาทขึ้นมา แต่ผลจากข้อพิพาทดังกล่าวได้นำมาซึ่งความเดือดร้อนพระราชหฤทัย กระทบต่อพระราชกรณียกิจ และเสี่ยงต่อการเสื่อมเสียพระเกียรติยศเป็นอย่างยิ่ง
ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชกระแสและพระราชปณิธาน ที่จะทรงตอบแทนพระคุณแผ่นดินไทยและทรงใช้หนี้บุญคุณให้กับประเทศชาติในพระราชฐานะที่ทรงเป็นประชาชนชาวไทยพระองค์หนึ่ง และทรงเป็นองค์สยามมกุฎราชกุมารของประเทศไทยอีกทั้งมิให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และเพื่อให้ข้อพิพาทดังกล่าวจบลงด้วยดี และรวดเร็ว จึงจะพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อนำไปใช้ในการระงับข้อพิพาทดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ทรงปรารถนาที่จะให้มีพระนามาภิไธยไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทและมิให้เป็นที่เสื่อมเสียต่อพระเกียรติยศ
สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร31 กรกฎาคม 2554
นายกฯเรียกอัยการสูงสุดเเจงกรณีเครื่องบินพระที่นั่งกำชับยุติคดีโดยเร็ว
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการครม.แถลงข่าวหลังการประชุมครม.วาระพิเศษว่า การประชุมครม.วันนี้ตามวาระจรพิเศษนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้เชิญนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดมาชี้แจงรายละเอียดและเสนอต่อครม. หลังจากที่สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้แถลงการณ์ เรื่อง การอายัดเครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์ของพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราสฯ สยามมกุฎราชกุมาร จากกรณีพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัท Walter Bau AG โดยสิ่งที่นายจุลสิงห์นำเสนอคือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่อัยการสูงสุดและกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ เช่นการจ้างทนายความและค่าธรรมเนียมศาลที่ดำเนินการเกี่ยวกับคดีในภาพรวมทั้งหมด โดยครม.เห็นชอบและอนุมัติ
ส่วนกรณีเครื่องบินพระที่นั่งโบอิ้ง737และแถลงการณ์ของส่วนราชการในพระองค์นั้น ครม.รับทราบพระราชบัณฑูรและจะยึดตามแนวพระราชวินิจฉัยเพื่อดำเนินการต่อไปโดยเร็ว รวมทั้งเร่งรัดข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทวอลเตอร์ บาวโดยเร็ว ขอเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทฯ
ส่วนการยึดเครื่องบินพระที่นั่งไว้นั้น จริงๆ แล้วทำให้เกิดการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทอยู่แล้ว ครม.จึงเห็นชอบแนวทางที่จะยุติคดีนี้โดยเร็วเพื่อไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท โดยเฉพาะคดีนี้ รวมทั้งยังให้มีมาตรการพิทักษ์ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ของคนไทยในต่างประเทศด้วยที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการยึดเครื่องบินพระที่นั่ง เพราะคดีนี้ยังไม่สิ้นสุด การอายัดทรัพย์จะไปตามอายัดทรัพย์ของรัฐบาลต่าง ๆ บางครั้งเกิดความผิดพลาดเหมือนเช่นครั้งนี้ ครม.จึงเห็นชอบการยุติคดีนี้ในกรณีที่เกี่ยวข้องระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทวอลเตอร์บาว
ผู้สื่อข่าวถามว่าใครจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการวางเงินประกัน 20 ล้านยูโร เพื่อนำเครื่องบินพระที่นั่งกลับมา นายอำพนกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์จะไปถวายรายงานก่อนว่าสถานการณ์ล่าสุดเป็นเช่นใด เข้าใจว่าการวางหลักประกันในคดีใหญ่ในการวางเงินค้ำประกันนั้น เป็นแนวทางหนึ่งที่อัยการสูงสุดเสนอมา แต่ครม.ยึดหลักตามพระราชบัณฑูรว่าต้องเร่งรัดคดีใหญ่ให้เสร็จโดยเร็วและไม่ให้กระทบกระเทือนทรัพย์สินของคนไทยด้วย
เมื่อถามว่าคดีใหญ่คือคดีระหว่างรัฐบาลกับบริษัทวอลเตอร์บาวใช่หรือไม่ นายอำพนกล่าวว่า ใช่ ครม.ให้แนวทางเร่งรัดยุติคดีนี้โดยเร็ว ทั้งนี้อัยการสูงสุดเสนอกลไกหลายอย่าง แต่กลไกหนึ่งคือการใช้จดหมายค้ำประกัน ทั้งนี้หลังการถวายรายงานล่าสุดแล้ว นายกฯจะแถลงข่าวนี้เอง
ต่อข้อถามที่ว่า จะเปิดเผยแนวทางที่อัยการสูงสุดเสนอมาได้บ้างหรือไม่ นายอำพนกล่าวว่า เปิดเผยไม่ได้เพราะอาจเสียรูปคดีที่จะไปต่อรอง
ส่วนผู้ที่จะอายัดทรัพย์นั้น จะไปอายัดสถานทูตไทยในประเทศต่าง ๆ ได้หรือไม่ นายอำพนกล่าวว่า สถานทูตมีเอกสิทธิ์ทางการทูตคุ้มครองได้ ขอย้ำว่า จะยืนยันได้คือ ครม.เห็นชอบแนวทางต่าง ๆ ที่อัยการสูงสุดเสนอและพระราชบัณฑูรว่า ต้องยุติคดีหลักโดยเร็ว โดยต้องไม่กระทบกระเทือนสัมพันธภาพระหว่างไทย-เยอรมัน
ส่วนกลไกที่จะใช้ยุติคดีนั้นต้องอยู่บนความเป็นธรรม แต่ทั้งหมดนี้ต้องไม่เกิดผลกระทบต่อข้อพิพาทที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ และไม่ให้กระทบไปยังบุคคลที่สาม โดยในชั้นนี้คือกระทบต่อสถาบัน
"จะเร่งแก้คดีระหว่างรัฐบาลกับวอลเตอร์บาว เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับบุคคลที่สามและไม่เกี่ยวข้อง แต่มีการยึดทรัพย์กัน กรณีนี้ก็เป็นอย่างที่ทราบกันเพราะเป็นการดำเนินการและรับผิดชอบระหว่างรัฐบาลกับเอกชน รายละเอียดคดีนี้มีกลไกมากมาย แต่ตนไม่ขอพูด เพราะอาจทำให้การเจรจาต่อรองในศาลจะกระทบกับรูปคดี”นายอำพนกล่าว
เมื่อถามว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่ง หากยุติโดยเร็วนั้น สองฝ่ายควรมาหารือกัน นายอำพนกล่าวว่า ตนไม่ขอพูด เพราะอัยการสูงสุดจะแถลงข่าวนี้ได้ดีกว่าตนในเรื่องรูปคดีและรายละเอียดที่กำลังฟ้องร้องกัน
ต่อข้อถามที่ว่า เรื่องนี้อยู่ในชั้นศาลแล้วและคงใช้เวลานานหากไม่มีการรอมชอม นายอำพนกล่าวว่าเรื่องนี้มีกลไกตามที่อัยการสูงสุดเสนอมา



