
โยนชาวสวนขอรัฐชดเชยส่วนต่างลำไยอบแห้งปี53
ธ.ก.ส.โยนเกษตรกรเรียกเงินชดเชยส่วนต่าง หลังตัดสินใจขายลำไยอบแห้งที่นำเข้าระบบแพคกิ้ง เครดิตให้เอกชน แก้ปัญหาลำไยค้างสต็อกปี 53 เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย
นายประเทือง คงรอด รองประธานองค์กรเครือข่ายผู้ปลูกและผลิตลำไยภาคเหนือ เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาลำไยอบแห้งค้างสต็อกปี 2553 จำนวน 6.5 หมื่นตัน และลำไยอบแห้งสีทอง 20 ตัน ที่เกษตรกรได้นำเข้าระบบแพคกิ้ง เครดิต (Packing Credit) ไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) หลังจากกลุ่มเครือข่ายเกษตรกร จ.เชียงใหม่-ลำพูน ยื่นหนังสือเรียกร้องให้คณะอนุกรรมการป้องกันแก้ไขผลไม้ภาคเหนือเร่งหาแนวทางจัดการปัญหาลำไยอบแห้งค้างสต็อกเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยในการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สรุปว่าไม่สามารถดำเนินการตามที่เครือข่ายเกษตรกรฯเรียกร้องให้ชดเชยส่วนต่างลำไยอบแห้ง ที่เกษตรกรนำเข้าระบบแพคกิ้ง เครดิต ไว้กับ ธ.ก.ส.ได้
ส่วนลำไยอบแห้งที่เกษตรกรนำเข้าระบบแพคกิ้ง เครดิตนั้น เบื้องต้นลำไยอบแห้งเกรดเอเอ ใช้ราคากลางกิโลกรัมละ (ก.ก.) 105 บาท แต่ ธ.ก.ส.จ่ายให้ 75% หรือ 79 บาท เกรดเอ ใช้ราคากลาง ก.ก.ละ 35 บาท ธ.ก.ส.จ่ายให้ 62% หรือ 47 บาท และเกรดบี ใช้ราคากลาง ก.ก.ละ 45 บาท ธ.ก.ส.จ่ายให้ 50% หรือ 23 บาท เมื่อคณะอนุกรรมการฯ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาลำไยอบแห้งค้างสต็อกได้ ซึ่งสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ครบกำหนดที่เกษตรกรต้องชำระหนี้เงินกู้ ทำให้ธ.ก.ส.จึงตัดสินใจขายลำไยอบแห้งทั้งหมดให้แก่เอกชนที่มารับซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคากลาง
ทั้งนี้ หากเก็บลำไยอบแห้งทั้งหมดไว้ในสต็อก ปัญหาคือมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายได้ ธ.ก.ส.จึงตัดสินใจระบายลำไยทั้งหมด ส่วนเงินส่วนต่างจะให้เกษตรกรไปเรียกร้องขอเงินชดเชยจากรัฐบาลชุดใหม่แทน



