ข่าว

 “ค้าปลีกหลอกใครไม่ได้-เห็นชัดและเข้าใจง่าย”ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์

“ค้าปลีกหลอกใครไม่ได้-เห็นชัดและเข้าใจง่าย”ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์

01 ส.ค. 2554

“ค้าปลีกหลอกใครไม่ได้-เห็นชัดและเข้าใจง่าย”ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์: สัมภาษณ์พิเศษ โดย อนัญชนา สาระคู

          หลายๆ คนกำลังรอความชัดเจนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ราคาสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค และต้องการให้ผู้บริหารประเทศชุดใหม่เข้ามาช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน

           อย่างไรก็ตาม จากปัญหาราคาสินค้าที่ผ่านมา “กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่” มักจะถูกจับตามองจากหลายฝ่าย และในบางครั้งตกเป็นจำเลยของปัญหาด้วยซ้ำ เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์” ที่ปรึกษาสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" โดยชี้แจงว่า ค้าปลีกนั้นเป็นธุรกิจที่อยู่ปลายท่อ เราไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าได้เอง จะทำได้ก็เพียงการรับสินค้าเข้ามาและบวกกำไรเพียงนิดหน่อย ทั้งไม่สามารถบวกเพิ่มสูงมากได้

           รวมทั้งประเด็นการกักตุนสินค้า เราก็ไม่สามารถทำได้ เพราะการบริหารธุรกิจค้าปลีกตามทฤษฎีสมัยใหม่เราเน้นการบริหารสต็อก จะทำอย่างไรที่จะให้สต็อกอยู่กับเราให้น้อยวันที่สุด เพื่อผลักดันยอดขายให้ได้มากที่สุด เพราะหากสินค้าหมุนเวียนเร็วมากเท่าไร ก็จะทำให้กระแสเงินสดหมุนได้เร็วเท่านั้น ทั้งจะทำให้สินค้าสดใหม่อยู่ตลอดเวลา อีกอย่างเราก็มีพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าจำกัด

           ยิ่งกรณีการขายหลังโกดังเก็บสินค้าก็เช่นกัน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เขาไม่ทำกัน แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กเขาก็ไม่ทำกัน เพราะไม่คุ้ม กำไรจากการขายสินค้าอุปโภคบริโภคไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร น้ำตาล กำไรไม่เยอะ นอกจากนี้ตัวเลขการสั่งสินค้าและการจำหน่ายจะต้องใส่เข้าระบบทั้งหมด มีการบันทึกตัวเลขเข้าออก ซึ่งจุดนี้ภาครัฐก็สามารถเข้ามาตรวจสอบเราได้อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว และเชื่อว่าระบบไม่หลอกเราแน่นอน

           “ช่องทางการจำหน่ายเหมือนท่อหนึ่งท่อ เมื่อมีการส่งน้ำมา ปลายทางก็ต้องเปิดน้ำออก ไม่สามารถกักได้ ถ้ากักน้ำไว้ท่อก็จะบวม กลายเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเราทำอะไรอยู่ มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการกักตุน หรือขายของกันนอกโกดัง แต่คิดว่ากรณีที่ทุกคนพุ่งเป้ามายังกลุ่มค้าปลีกก็เพราะเป็นอะไรที่เห็นได้ด้วยตา ชัดเจน และเข้าใจได้ง่าย ซึ่งค้าปลีกเราหลอกใครไม่ได้” ดร.ฉัตรชัยกล่าว

           ทั้งนี้ ตนเข้าใจการทำงานของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพราะคุมได้เฉพาะส่วนช่องทางการจำหน่าย โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ในการดูต้นทาง แต่ก็จะมาถูกกดดันในเรื่องราคาสินค้าที่ขยับสูงขึ้น การแก้ปัญหาที่ผ่านมาจึงเชื่อว่ากรมการค้าภายในทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว

           โดยสินค้าที่มักจะเกิดปัญหาเป็นประจำทุกปีนั้นคือ ข้าว น้ำตาล น้ำมันปาล์ม และแป้งมันสำปะหลัง ที่ล้วนเป็นพืชเศรษฐกิจ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคก็จะมีเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ เป็นต้น ซึ่งแนวทางที่จะแก้ปัญหาได้ คิดว่าจะต้องหาเจ้าภาพที่มองทั้งโครงสร้างได้ชัดเจน เช่น น้ำมันปาล์ม เจ้าภาพที่ว่าจะต้องมีข้อมูลทั้งการผลิตเท่าไร และนำไปใช้อะไรบ้าง เช่น ส่งออก ผลิตไบโอดีเซล และเพื่อการบริโภค แล้วแบ่งสัดส่วนอย่างไร เมื่อใดที่เกิดปัญหาผลผลิตลดลง ก็ควรจะต้องมาคุยกันเพื่อบริหารจัดการให้ลงตัว

           ส่วนเรื่องค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากซัพพลายเออร์นั้น ยืนยันได้ว่ายังไม่มีห้างค้าปลีกรายได้ที่เป็นสมาชิกของสมาคมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเหล่านี้เลย อีกทั้งปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีก มีการแข่งขันสูง สินค้าเข้ามาเราก็ต้องขาย เพราะถ้าห้างหนึ่งไม่มี แต่อีกห้างหนึ่งมีก็จะทำให้เสียลูกค้าได้

 คาดปีนี้กลุ่มค้าปลีกขยายตัว 9%

           สำหรับสถานการณ์กลุ่มธุรกิจค้าปลีก ดร.ฉัตรชัย กล่าวว่า ภาพรวมของค้าปลีกเติบโตเฉลี่ยปีละ 6-8% ยกเว้นปีที่ผิดปกติ โดยครึ่งแรกของปีนี้เติบโตไปแล้ว 10-15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ก่อน ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากปีก่อนธุรกิจค้าปลีกขาดรายได้ไปถึง 2 เดือนจากเหตุการณ์ทางการเมือง

           ประกอบกับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ภาครัฐได้อัดฉีดเงินลงมา และการเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ ทำให้ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ซึ่งคาดว่าภาพรวมธุรกิจค้าปลีกทั้งปีจะเติบโตที่ระดับ 9% ซึ่งถือเป็นการเติบโตตามปกติของธุรกิจ

           ส่วนปัจจัยในเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่อาจกระทบมาถึงเศรษฐกิจไทยนั้น มองว่ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวันจะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ แต่หากเป็นหมวดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าแบรนด์เนม อาจจะมีผลกระทบบ้าง แต่โดยทั่วไปจะไม่กระทบชัดเจน เพราะธุรกิจค้าปลีกโชคดีที่อยู่ปลายทาง เมื่อเกิดเรื่องก็จะได้รับผลกระทบทีหลัง ซึ่งต่างจากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือสินค้ากลุ่มที่ไม่จำเป็น ที่จะได้รับผลกระทบก่อน

           ทั้งนี้ จากวิกฤติเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา โดยรวมแล้วจะพบว่ามีผลกระทบมาถึงกลุ่มค้าปลีกจะใช้เวลา 6-8 เดือน แต่เมื่อถึงช่วงเวลานั้น รัฐบาลก็จะอัดฉีดเงินลงมาก่อน เป็นการกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ข้อเสียก็จะมีคือการที่เราอยู่ปลายทางก็มักจะตกเป็นผู้ร้ายทุกที เพราะเป็นอะไรที่เห็นและจับต้องได้ง่าย

           นอกจากนี้จากข้อมูลของนีลเส็น ระบุว่า ค้าปลีกขนาดเล็ก เช่น เซเว่น-อีเลฟเว่น, เอ็กซ์เพลส, ท็อป เดลี่ หรือมินิบิ๊กซี จะมีอัตราการเติบโตมากกว่าค้าปลีกขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากเงื่อนไขของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และพ.ร.บ.ผังเมือง ที่มีผลทำให้ค้าปลีกขนาดใหญ่เปิดได้น้อยลง อีกทั้งยังพบว่ารัศมีการค้าเริ่มแคบลง ทำให้ธุรกิจค้าปลีกต้องหาคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เช่นการลดขนาดลง เพื่อมารองรับการขยายธุรกิจแทน

           ส่วนพฤติกรรมของผู้บริโภคก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่คนเริ่มเบื่อหน่ายการไปห้างใหญ่ๆ หรือซื้อของน้อยชิ้นลงแต่ซื้อบ่อยครั้ง การเติบโตของธุรกิจค้าปลีกที่มีขนาดเล็กก็มารองรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
 
           ดร.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกยอมรับว่าแข่งขันสูง แต่การที่ห้างค้าปลีกนอกเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกลับมองว่าจะมาทำให้ตลาดค้าปลีกขยายตัวสูงขึ้น และหากนับย้อนหลังไปปี 2536 จีดีพีของค้าปลีกอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท มาถึงปี 2552 พบว่าจีดีพีขยับสูงเป็น 1.3 ล้านล้านบาท เป็นอัตราการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

 ชูค้าปลีกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

           นอกจากนี้ตัวเลขล่าสุดของกระทรวงการคลังระบุว่า ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งมีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13% ของจีดีพีประเทศเมื่อปี 2553 สัดส่วนดังกล่าวทำให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเป็นอันดับ 2 รองจากภาคการผลิตที่มีสัดส่วน 35% ของจีดีพีประเทศ ขณะที่กลุ่มธุรกิจโรงแรม ภัตตาคารและร้านอาหาร มีสัดส่วนเพียง 5% ของจีดีพี แต่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

           “อยากให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับธุรกิจค้าปลีก เพื่อให้ค้าปลีกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยในอีก 4 ปีข้างหน้า เรากำลังจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี รัฐน่าจะสนับสนุนให้ค้าปลีกก้าวข้ามไปสู่จัดนั้น ทั้งในสองมิติคือการออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ และดึงลูกค้าจากอาเซียนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศให้มากขึ้น” ดร.ฉัตรชัย กล่าว

           โดยขึ้นอยู่กับนโยบายทางด้านภาษี และความสะดวกในการเข้ามาซื้อสินค้าจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทย นอกจากนี้ยังต้องสนับสนุนในด้านการขยายธุรกิจและการพัฒนาบุคลากร

           ในด้านบุคลากรกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เป็นสมาชิกสมาคม มีตัวเลขเป็นหลักแสนเท่านั้น แต่จากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติและกระทรวงแรงงาน รายงานตัวเลขในกลุ่มค้าปลีกพบว่าใช้บุคลากรถึง 6.1 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้บุคลากร 5.8 ล้านคน เนื่องจากภาคค้าปลีกเป็นธุรกิจบริการที่ไม่สามารถนำเครื่องจักรมาแทน

           อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในกลุ่มค้าปลีกเองก็มีปัญหาเรื่องการขาแคลนแรงงานเช่นกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความต้องการบุคลากรในกลุ่ม ซึ่งจะมุ่งเป้าไปที่การทำกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ และทักษะวิชาชีพ เพื่อให้สอดคล้องไปกับอัตราเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น

           ส่วนนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศนั้น กลุ่มค้าปลีกได้รับผลกระทบแน่นอน และต้องการให้ภาครัฐดำเนินการอย่างมีเงื่อนไข เช่น การให้ระยะเวลากับผู้ประกอบการในการปรับตัว และมีกองทุนเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อสนับสนุนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วย