
ฆ่าแบบนอร์เวย์...ภัยก่อการร้ายแบบปัจเจกอิสระ (1)
ฆ่าแบบนอร์เวย์...ภัยก่อการร้ายแบบปัจเจกอิสระ (1) : มองมุมยุทธศาสตร์ โดย เรือรบ เมืองมั่น www.ruarob.blogspot.com
มาตรการต่อต้านภัยคุกคามจากการก่อการร้ายน่าจะได้รับการปฏิรูปจากทุกประเทศไป หลังจากเกิดเหตุการณ์ถล่มออสโลและค่ายเยาวชนนอร์เวย์ จนทำให้ผู้บริสุทธิ์ตายไปร่วมร้อย จากเดิมที่การรักษาความมั่นคงภายในสนใจการก่อการร้ายสากล ที่เป้าหมายเป็นมุสลิมเสียร้อยละ 90 เป็นหลัก มาให้ความสนใจต่อการก่อการร้ายแบบไม่มีแรงจูงใจและแบบคัลท์กันมากขึ้น บางทีอาจมีการเข้มงวดกับพวกขวาจัด พวกแปลกแยกในสังคมหนักขึ้น ถึงขั้นเหวี่ยงแห แต่การเอาผิดพวกนี้ไม่ง่าย และยิ่งทำให้ผู้มีแนวคิดคล้ายๆ กันทวีจำนวนขึ้น
ผู้ก่อการร้ายแบบปัจเจกอิสระนั้นตรวจสอบยาก เป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องยุดโยงกับใครเลย ความสนใจหรือชีวิตส่วนตัวของพวกเขาก็เอาผิดยาก เพราะการชอบเล่นปืน ตัดผมสกินเฮด บูชานาซี นั้นก็ไม่เกิดปัญหาตรงกับใคร ถ้าเขาไม่ไปอัดใครเข้า แต่ภายใต้สังคมที่กดดันลึกๆ ไม่ยอมรับตัวตนแบบนี้ของเขาที่ถึงจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่ให้เข้าสังคมด้วย ยิ่งทำให้พวกเขาลุ่มหลงกับตัวเอง และอาจก่อเรื่องได้แบบที่ แอนเดอร์ เบรวิก ทำโดยที่ไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณให้ใครรู้ล่วงหน้า
นับตั้งแต่หมดยุคก่อการร้ายสากลสายพันธุ์ฝรั่งที่รุ่งเรืองมากในยุค 60-80 เช่น ขบวนการเรดบริเกดส์ ที่สังหารอดีตนายกฯ อิตาลีเมื่อปี 1978 ขบวนการกันยายนทมิฬ ที่ฆ่านักกีฬายิวตายกลางเทศกาลโอลิมปิกมิวนิคปี 1972 การให้ความสำคัญของทางการสหรัฐ และยุโรปต่อฝรั่งนอกคอกเหล่านี้ก็ลดลง ขบวนการที่ใหญ่และโดดเด่นที่สุดคือไออาร์เอ ปรับตัวเข้าทางการเมืองได้เป็นอย่างดี ขณะที่กลุ่มแยกดินแดนแคว้นบาสก์ออกจากสเปนแทบไม่ปฏิบัติอะไรเลย จริงอยู่ที่หน่วยงานความมั่นคงยังคงจับตามองพวกนาซีใหม่ พวกคลั่งฮิตเลอร์ หรือบ้าลัทธิเพี้ยน แต่หาข้อผิดเล่นงานพวกเขายาก การจับกุมคุมขังคนเหล่านี้มีแต่คดีมโนสาเร่ หรือคดีที่คนเหยียดผิวไปทำร้ายคนดำเข้าเท่านั้น แต่ท่ามกลางความน้อยของคดีรุนแรง คนแบบที่ว่านี้กลับขยายตัวมหาศาลและก่อให้เกิดเหตุคาดไม่ถึงถี่ขึ้นเรื่อยๆ
กรณีถล่มดาวน์ทาวน์โอกลาโฮมาเมื่อปี 1995 นั้นถือเป็นเรื่องช็อกที่ว่าพังก์ผิวขาวสองสามคนสามารถก่อเรื่องร้ายขนาดคนตาย 168 คนได้ และนับตั้งแต่นั้นมา การปลดปล่อยความเก็บกดของคนผิวขาวนอกสังคมนั้นก็กลายมีข่าวความรุนแรงเรื่อยมา เช่น กรณีฆาตกรรมหมู่ที่โคลัมไบน์ปี 1999 ของเด็กแค่สองคนและเหตุการณ์เลียนแบบนับสิบทั้งในสหรัฐ และยุโรป ถึงกระนั้นดูเหมือนทางการประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยยังไม่ไฮไลท์ภัยคุกคามชนิดนี้ว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง มองว่าเรื่องนี้เป็นอาชญากรรมธรรมดาเท่านั้น ครั้งหน้ามาว่าต่อเรื่องแรงจูงใจกับมาตรการป้องกันครับ



