ข่าว

จี้รบ.ใหม่ยุติบุกรุกป่า'วังน้ำเขียว'

จี้รบ.ใหม่ยุติบุกรุกป่า'วังน้ำเขียว'

31 ก.ค. 2554

ชาวบ้านวังน้ำเขียวกว่า 300 คน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาพิพาทเรื่องบุกรุกป่าสงวน ยื่นหนังสือให้ส.ส.พื้นที่ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อรัฐบาลใหม่ ขู่หากยังไม่มีความชัดเจนจะรวมตัวต่อสู้ขอความเป็นธรรม

          เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 ก.ค. ที่บริเวณตลาดชุมชน กม.79 ถ.ราชสีมา-กบินทร์บุรี ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว นครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพัก นายประนอม  โพธิ์คำ ส.ส.เขต 12 จังหวัดนครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย มีประชาชนกว่า 300 คน ที่ได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาพิพาทที่ดินในเขต อ.วังน้ำเขียว นัดหมายมาขอพบนายประนอม  ส.ส.เจ้าของพื้นที่ เพื่อให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม พร้อมยื่นเอกสาร ที่มีชาวบ้านนับพันคน ได้ร่วมลงรายชื่อ เพื่อให้นำเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นต่อ ว่าที่รัฐบาลใหม่ ของนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย
 
          นายประนอม กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดจากการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียวของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่ข้อพิพาทเป็นคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แต่กรมป่าไม้ นำมาปัดฝุ่นรื้อมาเริ่มใหม่ สร้างความสับสน นักท่องเที่ยวตกใจ ไม่กล้ามาท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของท้องถิ่น ได้รับความเสียหายทั้งหมด  ไม่ใช่เฉพาะเจ้าของสถานที่พักเพียงอย่างเดียว พืช ผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษ ของพี่น้องเกษตรกรก็ขายไม่ได้  ลูกจ้างที่ทำงานในรีสอร์ท ต้องหยุดงานชั่วคราวแล้ว 

          ส.ส.เขต 12 จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ย้อนกลับไป เมื่อปี พ.ศ 2521 ยุคนั้น อ.วังน้ำเขียว เป็นตำบลหนึ่งในเขตปกครองของ อ.ปักธงชัย ยังไม่แยกออกจากกัน ได้มีชาวบ้าน เข้าไปจับจองที่ดินทำกิน ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวโพด ก่อนที่อุทยานแห่งชาติ จะประกาศแนวเขตพื้นที่  ซึ่งทับที่ดินทำกินอ้างถูกบุกรุก ชาวบ้านจึงได้เรียกร้องให้ กรมป่าไม้ ลงพื้นที่พิสูจน์ปักแนวเขตใหม่ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการให้ชัดเจน รวมทั้งที่ดิน สปก.4-01 ที่เคยเป็นป่าเสื่อมโทรม ภาครัฐ ก็มอบสิทธิการครอบครองให้กับชาวบ้าน การที่ออกมาอ้าง การใช้ประโยชน์ที่ดิน ผิดวัตถุประสงค์ ขู่จะเอาที่คืน จึงขอให้ผู้รักษากฎหมาย ย้อนกลับไปตรวจสอบข้อเท็จจริง การทำเกษตรกร มิใช่จะได้ผลกำไรเพียงอย่างเดียว เดิมชาวบ้าน ประกอบอาชีพเกษตรกรเชิงเดี่ยว ปลูกข้าวโพด แต่รายได้สู้การทำโฮมสเตย์ หรือ รีสอร์ท ไม่ได้ จึงมีชาวบ้านส่วนหนึ่งกู้เงินมาลงทุนเปลี่ยนอาชีพ ที่สำคัญด้วยศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งมีผืนป่าโอบล้อม จึงมีอากาศบริสุทธิ์อันดับ 7 ของโลก และ ตั้งอยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ  ธุรกิจท่องเที่ยวจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว

           “ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ หากกรมป่าไม้ ยังยึดข้อบังคับของกฎหมายดำเนินการ โดยไม่ยอมฟังเสียงของชาวบ้าน ซึ่งเขามาอยู่ก่อน ที่จะประกาศเป็นแนวเขตอุทยาน ฯ เขาลงทุนมาพอสมควร แล้วมารื้อ หรือไล่ออก ก็ไม่เกิดประโยชน์ เป็นการใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา สร้างความกดดันให้กับชาวบ้าน เขาอาจจะทนไม่ได้ รวมตัวเคลื่อนไหวให้เข้มข้นกว่านี้ ตนจะเร่งนำ ปัญหาและข้อเรียกร้อง เสนอให้รัฐบาลใหม่ ดำเนินการหาข้อยุติของปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งจะลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ โดยใช้ วังน้ำเขียวเป็นโมเดล กรมป่าไม้ ฝ่ายปกครอง พี่น้อง ประชาชน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องหันมาพูดคุยกัน สรุปหาแนวทางให้ชัดเจน ถ้ายังใช้หลักการของแต่ละองค์กรแก้ปัญหา ซึ่งมีความเข้าใจแตกต่างกัน ก็จะไม่ได้ข้อยุติ ” ส.ส.เขต เจ้าของพื้นที่กล่าว