
ฉีดภูมิรู้ สู้ประชานิยม
ฉีดภูมิรู้ สู้ประชานิยม : ไลฟ์สตางค์ โดย ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]
ขณะนี้ข้อถกเถียง “การขึ้นค่าจ้างพื้นฐานสามร้อยบาท” กระจายในวงกว้าง ลามไปทุกแห่ง ทุกเวทีใหญ่เล็กก็พูดถึง ขนาดบนโต๊ะอาหารผมกับเพื่อนๆ ก็ยังยกเอามาคุยกันอย่างเผ็ดร้อน
ส่วนตัว พวกเราเห็นใจรากหญ้า ชนชั้นกรรมาชีพทุกคนครับ อะไรที่จะเป็นประโยชน์ หรือช่วยเลี้ยงปากท้อง ไม่ใช่จะไม่สนับสนุน หรือยกมือคัดค้าน เพราะหากเป็นเรา ก็ต้องเร่งนับวัน อยากให้สภาเปิดเร็วๆ แล้วรีบจัดตั้งรัฐบาล เข็นนโยบายนี้ออกมาใช้เป็นลำดับต้นๆ
แต่ทุกนโยบายก็ใช่จะมีคนยอมรับรอบด้าน อย่างนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ ผมเห็นต่างออกโรงโต้กันเป็นตับ ชี้นี่คือจุดอ่อนของระบบประชานิยม
เมื่อมีคนได้ ก็มีคนเสีย ทันทีที่เลือกตั้งเสร็จ ข้างฝ่ายกกร. ก็จัดประชุม และแถลงย้ำไม่เห็นด้วยกับนโยบาย ค่าแรงขั้นต่ำจะขึ้นหรือลงต้องเป็นไปตามกลไกตลาด รัฐไม่ควรเข้ามาแทรกแซง
กกร. ยังชี้ชัดต่อถึงภาระรับผิดชอบต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเจ้าของกิจการก็คงแบกรับไม่ไหว หนำซ้ำยังอาจเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม หากนักลงทุนตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงงานถูกกว่า
เดี๋ยวรัฐบาลตั้งเสร็จเมื่อไหร่ ก็ต้องรอดูครับว่า จะแก้เกมนี้อย่างไร จะฟังความข้างไหน หรือจะบริหารความขัดแย้งออกมาในรูปแบบใด
ผมว่ายิ่งทิศทางของประเทศไปในแนวประชานิยมมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องเร่งฉีดภูมิรู้ ให้การศึกษากับประชาชนของประเทศให้มากขึ้นเท่านั้น
โดยจะเป็นการศึกษาในภาคปกติที่ครูบาอาจารย์จะให้แก่นิสิต นักศึกษา หรือการสัมมนา การเขียนบทความตามหน้าหนังสือพิมพ์ การเอาไปพูดคุยในรายการทีวี วิทยุ ก็ไม่เกี่ยง
สาระสำคัญ คือ เราต้องหมั่นถกเรื่องนี้บ่อยๆ ต้องให้ความรู้แก่ประชาชนให้มากเท่าที่จะทำได้
เพราะแม้ประชานิยมจะมีข้อดีที่เห็นได้ชัด แบบจับต้องได้ก็จริง แต่การจะใช้มาตรการนี้ก็ต้องคิดให้รอบด้าน ดูผลกระทบกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะฐานะการเงิน การคลังของชาติ
ถ้ามั่นใจว่าดี ก็ใช้เลย ผมสนับสนุน ใครๆ ก็อยากได้ ผมก็อยากได้ แต่หากมีผลเสียในระยะยาว ก็ต้องฝากให้นักการเมืองใส่จริยธรรมเข้าไปให้มาก ก่อนตัดสินใจโฆษณา
เอาเข้าจริง การให้ความรู้ ฉีดภูมิคุ้มกันด้านความคิด ยังสามารถเอามาใช้ในภาคการเงินได้ด้วย
ผมเชื่อว่าขณะนี้ตลาดไฟแนนซ์ของประเทศรุดหน้าไปไกล รูปแบบการออม และการลงทุนไม่ได้มีแค่ตลาดเงินเท่านั้น ตลาดทุนไทยเองก็พัฒนาไปมากๆ
ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าคนไทยเราเข้าใจรูปแบบ เครื่องไม้เครื่องมือไฟแนนซ์มากน้อยแค่ไหน หรือจะยังคงหมุนอยู่แค่เงินฝากเท่านั้น
ส่วนตัว ผมฟันธงว่ายังไม่เยอะ ขนาดเลียบๆ เคียงๆ คนใกล้ตัว ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ เงินฝากเองที่มีนวัตกรรมใหม่ ก็รู้แบบงูๆ ปลาๆ นับประสาอะไรกับชาวบ้านตาดำๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ต้องช่วยกันครับ ทั้งภาครัฐเอง ที่มีนโยบายแก้หนี้นอกระบบ ภาคเอกชนเองที่เป็นหัวเรือทำธุรกิจ ภาคสังคม นักวิชาการ นักการศึกษา สื่อต่างๆ คงต้องเร่งสร้างความรู้ให้มากที่สุด
เพราะประเทศจะมั่นคงระยะยาวก็ต่อเมื่อคนไทย มีความรู้ มีการศึกษาที่ดี
ยอมรับครับว่าการเงินเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก แต่ของที่ว่ายาก ถ้าได้มามันก็มีค่ามีประโยชน์กับตัว สมเหนื่อยที่จะเรียนรู้ครับ…



