
เปิดร้านทองในตลาดหุ้น
เปิดร้านทองในตลาดหุ้น : วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน โดยขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ถึงแม้จะเรียนจบคณะบัญชี แต่ต้องบอกว่า บัญชีในสมัยนั้นที่ดิฉันเรียน กับบัญชีสมัยนี้ น่าจะแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะหลักสูตรเกี่ยวกับ “หลักการลงทุน” ซึ่งคนรุ่นดิฉันมีโอกาสเรียนรู้ไม่มากเท่ากับคนรุ่นนี้
แน่นอนว่า ในตอนนั้น เราถูกสอนเรื่องระบบการออม ระบบธนาคาร และเรื่องของการลงทุน แต่ดูเหมือนกับทุกเรื่อง (ยกเว้นการออม) จะเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่เข้าไม่ถึง แตกต่างจากวันนี้ ที่เด็กประถม มัธยมศึกษา รวมถึงอุดมศึกษา ถูกสอนให้รู้เรื่องการออม ภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ระบบธนาคาร รวมถึงตลาดหุ้น และการลงทุนประเภทอื่นๆ และจะด้วยเพราะหลักสูตรการเรียนการสอน หรือจะเป็นเพราะความใส่ใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือจะทั้งสองอย่างผสมกัน ทำให้ทุกเรื่องเป็น “สิ่งใกล้ตัว” ที่เด็กเข้าถึง ตระหนัก และซึมซับมากขึ้นว่า ทั้งหมดนี้คือสิ่งสำคัญกับอนาคตของเขา
แต่ถึงจะไม่มีโอกาสเท่าเด็กรุ่นนี้ ดิฉันก็ยังถือว่า โชคดีกว่าคนรุ่นเดียวกันหลายครั้ง เพราะอย่างน้อย หน้าที่การงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับเรื่องของการลงทุน โดยเฉพาะการเริ่มต้นเป็นนักข่าวสายหุ้น ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง
ดิฉันถูกสอนให้มอง “ตลาดหุ้น” เป็น “ตลาด” ที่มีสินค้า มีคนซื้อ มีคนขาย และมีตัวกลางที่ทำหน้าที่ในการส่งคำสั่งซื้อขาย เพียงแต่ตลาดหุ้นไม่ได้เป็นเพียงตลาดสดที่มีผักสด เนื้อสัตว์ หรือข้าวสารอาหารแห้งเป็นสินค้า เพราะตลาดหุ้นใหญ่กว่านั้น จนอาจเปรียบเทียบได้กับห้างสรรพสินค้าใหญ่ ที่มีทั้งอาหารสด อาหารแห้ง เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง เครื่องประดับ และอื่นๆ อีกมากมาย
นึกภาพออกใช่มั้ยคะว่า เมื่อขึ้นชื่อว่า “ตลาด” แล้ว คำว่า “สินค้า” ควรจะสำคัญที่สุด ยิ่งเป็นตลาดที่มีสินค้ามากมาย หลากหลาย หรือครบตามความต้องการ คนซื้อก็ติดใจ จะซื้อของกี่ครั้งกี่หน ก็ต้องแวะเวียนไปที่ตลาดนี้ เพราะได้ของครบ แล้วเป็นของดีมีคุณภาพ ไม่ต้องตระเวนหาที่อื่นอีก
ตลาดหุ้นไทย ที่มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ก็ไม่แตกต่างจากตลาดสดหรือตลาดใดๆ ที่ต้องพยายามเพิ่มสินค้าเพื่อดึงดูดใจคนซื้อไว้ให้ได้มากที่สุด
และสินค้าล่าสุดนั้น น่าสนใจไม่น้อย เพราะเข้ากับกระแส สอดรับกับความต้องการ นั่นก็คือ สินค้าที่เป็น “ทองคำ” ค่ะ ใครที่ติดตาม “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” คงจะได้อ่านไปแล้วว่า ราคาทองคำในปีนี้ทำลายสถิติเดิมอย่างราบคาบ ด้วยเหตุแห่งความต้องการลดความเสี่ยงจากภาพรวมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจยุโรป ที่วิกฤติหนี้ทำท่าจะบานปลายและหนักหน่วงกว่าที่คิด กับเศรษฐกิจสหรัฐ ที่แก้ไขปัญหามีความล่าสุด และสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาระลอกใหม่ตามมา “ทองคำ” จึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ
จริงๆ แล้ว ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมี “หุ้น” ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ แต่อยู่ในฐานะของบริษัทที่ทำ “เหมืองแร่หรือเหมืองทองคำ” ซึ่งไม่ได้รับความสนใจมากนัก ที่เกี่ยวข้องนิดๆ ก็จะเป็นหุ้นกลุ่มที่ทำธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ แต่ก็ไม่ใช่หุ้นที่ลงทุนในทองคำโดยตรง เพราะทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำเท่านั้น
สิ่งที่กำลังจะเกิดหลังจากนี้ อาจจะอธิบายได้ไม่ง่าย แต่ไม่ยากจนเกินเข้าใจค่ะ
“หุ้นทองคำ” ที่กำลังจะเป็นสินค้าใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ไทยนั้น จะเกิดขึ้นในรูปแบบของ “กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ” แบบที่เรียกว่า “อีทีเอฟ” ค่ะ ซึ่งจะแตกต่างจากกองทุนรวมทองคำหรือ “โกลด์ ฟันด์” ตรงที่ว่า หากเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำหรือโกลด์ฟันด์นั้น เมื่อนักลงทุนสั่งซื้อกองทุนนี้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ราคาที่ซื้อได้ (ซึ่งเป็นต้นทุนที่นักลงทุนต้องจ่ายค่าซื้อ) จะต้องรอ ณ สิ้นวันทำการ ดังนั้น แม้ว่า ตอนที่คุณตัดสินใจซื้อโกลด์ ฟันด์ ราคาทองกำลังปรับตัวลดลง แต่หาก ณ สิ้นวัน ราคาทองคำกลับปิดตัวเพิ่มขึ้น ก็หมายถึงคุณต้องยอมรับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ซื้อทองในราคาที่วินาทีนั้นมันลดลง
แต่การลงทุนใน “อีทีเอฟ ทองคำ” ไม่ใช่แบบนั้น เพราะแม้จะเริ่มต้นด้วยรูปแบบของ “กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ” เหมือนกัน แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุน “อีทีเอฟ” แล้ว บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่เป็นผู้จัดตั้งกองทุน จะนำกองทุนอีทีเอฟ ทองคำ ที่ว่านี้ เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย แล้วซื้อขาย “อีทีเอฟ ทองคำ” เหมือนหุ้นตัวหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งหากว่า ในนาทีที่คุณเห็นว่าราคาทองลดลง แล้วคุณซื้ออีทีเอฟ ทองคำ ณ นาทีนั้น นั่นคือ ต้นทุนค่าซื้อของคุณ ไม่ต้องรอไปลุ้นตอนสิ้นวันเหมือนโกลด์ ฟันด์
และหากว่า ในระหว่างวัน ราคาทองคำในตลาดโลกผันผวน ซึ่งจะส่งผลต่อราคาของอีทีเอฟ ทองคำ ด้วยนั้น เราก็สามารถสั่งซื้อในเวลาที่ราคาลดลง แล้วสั่งขายในเวลาที่ราคาเพิ่มขึ้น เพื่อทำกำไรได้ในระหว่างวันเหมือนหุ้นอีกด้วย
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แห่งแรกที่ออกกองทุน “อีทีเอฟ ทองคำ” คือ บลจ.กรุงไทยค่ะ เสียดายที่สิ้นสุดการเสนอขายช่วงแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่นักลงทุนยังมีโอกาสลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะ “อีทีเอฟ ทองคำ” ของ บลจ.กรุงไทยที่ใช้ชื่อว่า “กองทุนเปิดเคแทม โกลด์อีทีเอฟ แทร็กเกอร์” หรือ GLD จะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคมเป็นต้นไป
คุณดารบุษย์ ปภาพจน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด 2 ของ บลจ.กรุงไทย บอกว่า อีทีเอฟ ทองคำ ก็เหมือนกับ “ร้านทองในตลาดหุ้น” แต่แทนที่นักลงทุนจะต้องไปซื้อทองคำแท่งจากเยาวราชมาเก็บไว้ที่บ้าน ก็กลายเป็นการซื้อ “หุ้นทองคำ” ที่ลงทุนในทองคำจริงๆ แทน หนึ่งก็คือสะดวกสบาย สองคือปลอดภัย เพราะไม่ต้องเก็บรักษาดูแล และสาม ยังสามารถซื้อๆ ขายๆ ทำกำไรได้คล่องตัวเหมือนเป็นหุ้นตัวหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ เพียงแต่เมื่อขึ้นชื่อว่า “ซื้อขายหุ้น” นักลงทุนจะต้องทำผ่านโบรกเกอร์ นั่นแปลว่า คุณต้องไปเปิดบัญชีซื้อขายกับบริษัทหลักทรัพย์ที่มีใบอนุญาตอีก
สุดท้ายคำแนะนำที่คุณดารบุษย์ ฝากไว้ ก็คือ ถ้าเป็นคนที่ลงทุนในทองคำอยู่แล้ว ไม่น่าห่วง เพราะคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนบรรดาผู้ที่พอจะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องหุ้นเรื่องการลงทุน เข้าใจกลไกตลาดหุ้น ก็ติดตามความเป็นไปของราคาทองคำเพิ่มอีกนิด เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจต่างประเทศเป็นแบบนี้ ทองคำควรจะเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน
ส่วนใครที่อ่านมาตั้งแต่ต้นแล้วยังสับสนว่า หุ้นคืออะไร หุ้นทองคำคืออะไร แล้วจะลงทุนอย่างไร ซื้อขายยังไง มีคำแนะนำเพิ่มเติมจากดิฉันว่า ถ้ามีเงินและอยากซื้อทอง แต่ไม่อยากหาความรู้เพิ่มเติม หรือยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็ใช้บริการร้านทองเหมือนที่เคยใช้เป็นปกติดีกว่า อย่าไปซับซ้อนกับชีวิตอีกเลย เพราะแค่นี้ชีวิตก็ซับซ้อนพออยู่แล้ว



