
จากกิจกรรมท้องถิ่น...สู่โอกาสทางเศรษฐกิจของยะลา
จากกิจกรรมท้องถิ่น...สู่โอกาสทางเศรษฐกิจของยะลา : รายงานพิเศษวันเสาร์ โดย นครินทร์ ชินวรโกมล
ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ประชาชนส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นชาวไทยมุสลิม ที่มีความชื่นชอบในการเลื้ยงนกเขาชวาเสียง และนกกรงหัวจุกกันเป็นจำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่าในเกือบทุกครัวเรือน จะมีการเลี้ยงนก ไม่ว่าจะเป็นนกเขาชวา หรือนกกรงหัวจุก เฉลี่ยที่ครัวเรือนละ 1 ตัว ส่งผลให้จำนวนนกทั้งสองชนิดนี้ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการประเมินอย่างไม่เป็นทางการ อาจจะมีมากกว่า 1 ล้านตัวเลยทีเดียว
การแข่งขันประชันเสียงนกเขาชวาเสียง หรืองานมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน เป็นกิจกรรมที่เทศบาลนครยะลาจัดขึ้นต่อเนื่องมายาวนานถึง 26 ปี จนสนามแข่งขันนี้เป็นที่ยอมรับของกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และบรูไน ด้วยการตัดสินที่ยุติธรรม และความพร้อมในด้านสนามแข่งขันที่ได้มาตรฐานและสามารถรองรับนกได้กว่า 1,500 ตัว ส่งผลให้งานมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียนเป็นงานแข่งขันนกเขาชวาที่ยิ่งใหญ่
กระทั่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้บรรจุในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศไทยเผยแพร่ไปทั่วโลก นอกจากนั้น เทศบาลนครยะลายังได้จัดกิจกรรมการประชันเสียงนกกรงหัวจุก เป็นกิจกรรมเสริมของงานมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียนทุกปี ซึ่งที่ผ่านมาสามารถบันทึกสถิติโลกของกินเนสส์บุ๊กออฟเรคคอร์ด ว่าเป็นการจัดแข่งขันที่มีจำนวนนกเข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุดในโลก ความน่าสนใจในกิจกรรมดังกล่าวนี้เอง ที่ทำให้ยะลาได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัลเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ "ยะลา : Bird City ศูนย์กลางเศรษฐกิจนก"
สำหรับรางวัลเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ได้รับมาจากการพิจารณาของจากกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้หน่วยงานในสังกัดแต่ละจังหวัด นำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ และสามารถนำไปขยายผลในการสร้างเศรษฐกิจได้ ซึ่งในขั้นตอนนี้พบว่ามีเมืองต่างๆ ทั่วประเทศไทยรวม 180 เมือง ที่นำเสนอโครงการเข้าประกวด และมีการคัดเลือกจากคณะกรรมการและได้รับคัดเลือกในที่สุดให้ชนะเลิศ รางวัลเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
“เทศบาลนครยะลาได้มีการจัดการแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียนมาเป็นเวลา 25 ปี ติดต่อกัน รวมทั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความนิยมในการเลี้ยงนกเขาชวาเสียง และนกกรงหัวจุก และมีการแข่งขันเป็นกีฬา ซึ่งผมมองว่าในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตกับบริบทท้องถิ่น จะเห็นได้เกือบจะทุกบ้าน จะมีการเลี้ยงนก ทางเทศบาลนครยะลาจึงได้เล็งเห็นว่าเรื่องเหล่านี้ จะส่งเสริมในเรื่องเศรษฐกิจลงถึงระดับรากหญ้า และเป็นวงกว้าง เพราะในทุกหมู่บ้านประชาชนนิยมเลี้ยงนกกัน และปี 2552 ที่ผ่านมา ทางเทศบาลนครยะลาได้ส่งการประกวดนกกรงหัวจุกเข้าไปในกินเนสส์บุ๊ก เพื่อต้องการให้โลกรู้ว่า ยะลามีการแข่งขันนกที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก โดยปี 2552 มีจำนวน 4,000 ตัว เพิ่มขึ้นในปี 2553 เป็น 6,000 ตัว และปี 2554 จำนวน 8,000 ตัว ซึ่งยืนยันได้ว่ายะลามีการแข่งขันนก ที่มีจำนวนนกเข้าร่วมมากที่สุดในโลก” พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลาเล่าถึงความเป็นมา
ด้วยเหตุนี้เองสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับนก ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มนกเขาชวา ฟาร์มนกกรงหัวจุก ที่มีการเพาะเลี้ยงนกขาย ซึ่งสร้างรายได้ให้แก่ผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี สำหรับนกเขาชวาที่มีการเพาะพันธุ์ลูกนกขาย กลุ่มลูกค้าที่สำคัญคือ ชาวอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ที่มีความชื่นชอบในการเลี้ยงนก ที่จะมาซื้อนกของไทยจนสามารถสร้างรายได้ให้แก่ฟาร์มนกต่างๆ ถึงเดือนละ 4-5 แสนบาท เช่นเดียวกับนกกรงหัวจุก หลังจากที่ทางกฎหมายอนุญาตให้ทำฟาร์มได้ ก็มีการทำฟาร์มนกกรงหัวจุกกันมากขึ้น จึงเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่เกิดขึ้น
ส่วนอุตสาหกรรมกลางน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการทำกรงนก ผ้าคลุมกรงนก อาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เช่นกรงนก ที่ผ่านมาในพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา ทำกรงนกขายในราคา 5 แสนบาท โดยกรงนี้ใช้เวลาทำประมาณ 1 ปี นี่คืออุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นยังมีการทำยา ที่จะมีสูตรแต่ละสูตรให้นกกินแล้วขันได้เสียงดี ซึ่งสามารถทำรายได้ให้แก่ผู้ที่ทำได้ จนสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ สำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำคือ ร้านน้ำชา ธุรกิจโรงแรม ขนส่ง ร้านอาหาร โอท็อป สินค้าที่นำมาเป็นของรางวัลทุกประเภท ของที่ระลึก รวมถึงสินค้าที่นำมาวางขายรอบๆ สนามแข่งขัน ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการแข่งขันนกชนิดต่างๆ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน สร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการค้าให้แก่ภูมิภาค
อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงิน และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ "มูลค่าของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมฟาร์มนก อาหาร และยาต่างๆ ผมมองว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมต่อปีมากกว่า 400-500 ล้านบาท แต่สิ่งเหล่านี้จะต้องอาศัยศักยภาพในการผลิตเพิ่มขึ้นในอนาคต และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐในทุกๆ ด้านอย่างจริงจัง ที่จะสามารถส่งผลให้มูลค่าของรายได้รวมต่อปี อาจจะสูงกว่านี้อีกหลายเท่าตัว เพื่อจะได้เป็นเมืองแห่งนก เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ครบวงจรอย่างสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง" นายกเทศมนตรีนครยะลากล่าว
จึงเป็นโมเดลของการสร้างโอกาสและมูลค่าในกิจกรรมที่มีอยู่ให้เกิดบทบาทของการพัฒนาเศรษฐกิจ
ติวเข้ม 10 ต้นแบบเมืองศก.สร้างสรรค์
ปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า หลังจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ได้คัดเลือก 10 เมืองต่อชุมชนต้นแบบ จากโครงการเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยพิจารณาจาก 73 จังหวัด รวม 108 เมือง ล่าสุดได้เริ่มจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และจัดแสดงผลงานพร้อมนิทรรศการ ใน 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในเดือนสิงหาคม-กันยายน
โดยแผนการอบรมเชิงปฏิบัติการใน 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เริ่มตั้งแต่ชัยนาท : เมืองแหล่งเมล็ดพันธุ์ขาว, ลพบุรี : เมืองนวัตกรรมแห่งพลังงานทดแทน, อ่างทอง : ชุมชนเอกราช หมู่บ้าน ท่ากลอง, ยะลา : Bird City ศูนย์กลางเศรษฐกิจนก, น่าน :น่านเมืองเก่าที่มีชีวิต (Nan Living Old Town),เชียงใหม่ : เมืองหัตถกรรมสร้างสรรค์ (Chiang Mai : City of Creative Folk Craft),
ลำปาง : ลำปางเมืองเซรามิก, มหาสารคาม :เมืองแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาชุมชน, เพชรบุรี :เมืองเพชร เมืองตาลโตนด และเชียงราย :ดอยตุง เมืองแห่งการพัฒนา สำหรับการจัดกิจกรรมแสดงผลงานพร้อมนิทรรศการของ 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้แทนจากทุกจังหวัดได้เยี่ยมชมจะเริ่มต้นที่อ่างทอง และไปสิ้นสุดที่ ยะลา ในวันที่ 6 กันยายน นี้
ทั้งนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากรัฐบาล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือก 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ (Creative Economy City Model) ที่มีศักยภาพและมีความหลากหลายที่จะเป็นแบบอย่างให้ ประชาชนในภูมิภาคและท้องถิ่นตjางๆ สามารถไปศึกษาดูงานและเป็นโอกาสให้ประชาชนในทุกภูมิภาคได้
เป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนความรู้แนวคิดและสร้างโอกาสทางการตลาดระหว่างกัน รวมทั้งเป็นลู่ทางที่จะเชื่อมโยงต่อยอดให้เกิดโครงการเมืองสร้างสรรค์ กระจายในทุกภูมิภาคของประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป เชื่อว่า 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ได้รับการคัดเลือกจะเป็นแบบอย่างที่ดี และสร้างแรงบันดาลใจแก่ชุมชนทั่วประเทศ



