ข่าว

"พล.อ.จรัล"สับแก๊งป่วนสถาบันกล่าวเท็จ

"พล.อ.จรัล"สับแก๊งป่วนสถาบันกล่าวเท็จ

29 ก.ค. 2554

“พล.อ.จรัล”สับแหลกแก๊งป่วนสถาบันกล่าวเท็จ จี้จับตากิจกรรมเสื้อแดง เผยนักการเมืองไม่เคยทำนโยบายเรื่องความมั่นคง โยนเป็นหน้าที่ทหารอย่างเดียว - เลขาฯ สมช. ไม่หวั่นการเมืองเปลี่ยนขั้ว พร้อมรับหากโดนเด้งแต่ต้องใช้หลักธรรมาภิบาล

          29 ก.ค.54 สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)จัดสัมมนารับฟังความเห็นเพื่อประกอบการจัดทำนโยบายความมั่นคงแห่งชาติพ.ศ.2555-59 โดยมีส่วนราชการจากภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศส่งตัวแทนร่วมสัมมนาและระดมความเห็นจากกลุ่มย่อย  โดยนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติกล่าวว่า การสัมมนาวันนี้เป็นการประชุมวางแผนนโยบายความมั่นคงในรอบห้าปี  และความเห็นที่ได้จะนำไปประมวลกับข้อมูของสมช.ก่อนที่จัดทำแผนนโยบายก่อนเสนอต่อครม.ในลำดับต่อไป

          พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวปาฐกถาเรื่อง”กรอบคิดทิศทางการรักษาความมั่นคงของชาติในระยะต่อไป”ว่า เรื่องความมั่นคง หลายคนทึกทักว่า เป็นเรื่องของทหารและการป้องกันประเทศ และนโยบายของเกือบทุกรัฐบาลก็ไม่ระบุเรื่องพัฒนาในเรื่องความมั่นคงแห่งชาติด้านอื่นๆเลย

          ตนเคยถามบุคคลที่เขียนนโยบายรัฐบาลว่าทำไมไม่มีเรื่องอื่นๆ นอกจากเรื่องทหารบ้าง แต่ได้รับคำตอบว่ามันแล้วไปแล้ว และครม.หลายคนยังเข้าใจผิดในเรื่องนี้เลย เพราะความมั่นคงแห่งชาติยังมีหลายเรื่องที่สอดคล้อง เช่นความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น

          พล.อ.จรัลกล่าวว่า ประมุขของชาติคือพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด เป็นที่มาแห่งเกียรติยศของชาติ แต่กลับโดนโจมตีสถาบันให้มีการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง พระองค์ท่านไม่มีอาวุธใดๆป้องกัน แต่ทรงใช้บารมีป้องกันการโจมตีเหล่านี้ ตรงนี้เป็นประเด็นหลักที่ประชาชนต้องหาทางให้เกิดความมั่นคงกับสถาบันให้ได้

          ขอเล่าว่าตอนนี้มีภัยโจมตีสถาบันมากมาย เพราะมีการนำสถาบันไปเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เช่นเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.2553 โดยนำเรื่องมดเท็จมาหลอกลวง มีการใช้วลีล้มอำมาตย์ มีการใช้อินเตอร์เน็ตโจมตีจาบจ้วงสถาบันมากขึ้น และเมื่อไม่กี่วันมานี้มีการจัดงานวันเกิดเทียบเคียงสถาบัน ตรงนี้คือการบ่อนทำลายสถาบัน

          "สิ่งสำคัญคือ กิจกรรมในต่างจังหวัด เช่น วันอาทิตย์สีแดง แดงสยาม การเดินสายพบประชาชนในภาคต่างๆ เช่นจ. เชียงใหม่ หนองบัวลำภู มุกดาหาร สกลนคร โรงเรียนการเมืองและมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 สมช.ควรขอข้อมูลจากข่าวกรองและผู้ว่าฯ เพราะตรงนี้เป็นบ่อนทำลายในประเทศที่เชื่อมกับบ่อนทำลายจากต่างประเทศ ที่ใช้สงครามข้อมูลข่าวสารทำการโฆษณาชวนเชื่อ การหลอกลวง เพราะสถาบันไม่มีโอกาสไปสู้รบปรบมือได้กับเรื่องโกหกตอแหลส่อเสียดเหล่านี้ เรื่องเหล่านี้ควรเขียนเป็นนโยบายปฏิบัติการเชิงรุกด้านประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้" พล.อ.จรัลกล่าว

          พล.อ.จรัลกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาคล้ายว่ารัฐบาลกำลังปฏิบัติการเชิงรับ เช่น สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตอนนี้มีเหตุร้ายเพียงสิบกว่าอำเภอ แต่ข่าวสารกลับมองว่าเหตุร้ายครอบคลุมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด มันเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัว การป้องกันประเทศทางชายแดนที่ยังแก้ไม่สำเร็จทั้งๆที่มีกรรมการหลายชุด เรื่องนี้ได้ผลเพียงด้านเดียวคือมาเลเซีย

          เช่นสมัยพลเอกเกียงศักดิ์ ชมะนันทน์แก้ปัญหาชายแดนไทยกับมาเลเซียนั้น มีการเชิญฝ่ายมาเลเซียมาตีกอลฟ์ในประเทศไทย แล้วก็เจรจานอกรอบจนสำเร็จ แต่ไม่มีการอาศัยประโยชน์จากความสัมพันธ์ของประชาชนตามแนวชายแดนของสองประเทศเลย โดยเฉพาะกัมพูชา หลักของไทยคือเป็นมิตรกับทุกประเทศ มันต้องเจรจาแบบปากหวานกัน แต่เรื่องนี้เราต้องรักษาเกียรติภูมิของประเทศไว้ด้วย

          พล.อ. จรัลกล่าวว่าทัศนคติ อุดมคติและแบบเเผนของชาติที่เพี้ยนไปมากคือเป็นไม่ศึกษาข้อเท็จจริง ยึดอัตตา ชอบความสบาย ยอมผู้มีอำนาจ รักความมั่งคั่ง ลาภสักการะ และลัทธินายทุนครอบหัวมาแบบนี้ ต้องช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรจะกลับไปแบบเดิมได้ สิ่งที่ตนฝากไว้ให้คิดคือควรพัฒนาระบบราชการไทย เพราะมันเอื้อกับประชาชนแล้วหรือไม่

          ต่อมาคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการประจำกับฝ่ายการเมืองนั้น แต่ละฝ่ายรู้หน้าที่ของตัวเองแล้วหรือไม่ ไม่ใช่ว่าอธิบดีไปคุยกันกับรัฐมนตรีว่าจะแต่งตั้งใคร หรือนักการเมืองสั่งข้าราชการว่าขอให้มอบรถให้ส.ส.ไปใช้ โดยไม่ยึดระบบและระเบียบทางราชการจนเกิดความย่อหย่อนในสังคมขึ้นมา

          “ความสามัคคีของคนไทยในชาติจะทำได้หรือไม่และการล่วงล้ำก้ำเกินเกินสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นจะแก้ไขอย่างไร เกี่ยวกับแผนของสมช.ในรอบห้าปีข้างหน้า ตนขอฝากไว้ด้วย”พลเอกจรัลกล่าว

 

เลขาฯสมช.ไม่หวั่นการเมืองเปลี่ยนขั้ว

          นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ที่อาจมีผลกับนโยบายความมั่นคงว่า เรื่องความมั่นคงนั้น มันเป็นเรื่องของคนในชาติ ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สมช.เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ เมื่อฝ่ายการเมืองเปลี่ยนแปลงและเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการนั้น สมช. หน่วยงานความมั่นคง กองทัพและฝ่ายข่าวนั้นเป็นข้าราชการประจำที่ทำงานกับทุกรัฐบาลและฝ่ายการเมืองที่เข้ามา และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการทุกอย่างได้

          นายถวิลกล่าวว่าการทำงานนั้น หากการทำงานและการต่อสู้ทางการเมืองแบ่งสี แต่สมช.และฝ่ายความมั่นคงจะตาบอดสี มองเห็นเฉพาะภัยความมั่นคง สิ่งที่ทำไปนั้นทำตามขอบเขตกฎหมายและอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ ตอนที่ตนเป็นเลขาธิการศอฉ.นั้นเพราะกฎหมายกำหนด หากพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลและตั้งศอฉ.ตนก็ต้องรับตำแหน่งดังกล่าวอีก ตนมั่นใจว่าทุกฝ่ายมีเป้าหมายตรงกันในเรื่องความเข้มแข็งของประเทศในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ คิดว่าคงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงกับข้อเท็จจริง

          หากฝ่ายการเมืองทำงานเพื่อรักษาประโยชน์ของบ้านเมือง สมช.และฝ่ายความมั่นคงก็ร่วมมือด้วยทั้งสิ้น สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาต้องว่ากันด้วยข้อเท็จจริง รัฐบาลที่จะเข้ามารักษาประโยชน์ของบ้านเมือง คือว่าทำงานร่วมกันได้โดยใช้กลไกของข้าราชการและฝ่ายความมั่นคงเพื่อบรรลุและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ สมช.นั้นเป็นมืออาชีพในการทำงานที่ตอบสนองฝ่ายการเมืองในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

          นายถวิลกล่าวว่า ตนทำงานด้านความมั่นคงมาสามสิบกว่าปี การเปลี่ยนตำแหน่งนั้นเป็นเรื่องธรรมดา หากจะเกิดการโยกย้ายตามกระแสข่าวด้วยเหตุผลอื่น คงไม่มีใครพอใจ เพราะการโยกย้ายนั้นต้องมีหลักธรรมาภิบาล ย้ำว่าการทำงานนั้นของตนนั้นอยู่ในกรอบของกฎหมายเสมอ
 “เจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานตามกระบวนการและกฎหมาย ทำตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎ และพร้อมที่จะได้รับการตรวจสอบ หากปรากฏว่าผิดต้องยอมรับและรับผิดเป็นสองเท่า”นายถวิลกล่าว

          นายถวิลกล่าวว่า การจ้าบจวงสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น สถาบันได้รับการยอมรับจากทั่วโลกและเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่ช่วงที่ผ่านมามีการนำสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมืองและล่วงล้ำ มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองจะเกิดกลุ่มที่นำสถาบันมากล่าวอ้าง และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองระบอบนี้มีส่วนน้อย แต่เมื่อโอกาสเปิดก็จะไปแสวงหาประโยชน์เพื่อนำไปสู่ความขัดแย้ง มันจำเป็นที่ต้องแก้ไขปัญหานี้ต่อไป

          นายถวิลยังกล่าวอีกว่า ตามที่พรรคเพื่อไทยจะประกาศว่าจะใช้เขตปกครองพิเศษแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่แทนศอ.บต.นั้น ขอเรียนว่า การบริหารพื้นที่นี้ถูกบริหารในรูปแบบพิเศษมาตลอดและไม่มีพื้นที่ใดในประเทศจะใช้การบริหารแบบนี้ เพราะศอ.บต.นั้นไม่เคยนำไปใช้ในพื้นที่ใดเลย นอกจากจังหวัดชายแดนภาคใต้

          ตนคิดว่าการแก้ปัญหานี้อยู่ที่เอกภาพ ประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วม ฉะนั้นรูปแบบต่างๆที่เสนอขึ้นมา เช่น ทบวง เขตปกครองพิเศษหรือศอ.บต.นั้นสามารถทำได้ทั้งสิ้น หากไปตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้โดยต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย สมช.พร้อมพิจารณารูปแบบและโครงสร้างที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอ

          นายถวิลกล่าวว่า หากจะเปลี่ยนรูปแบบและอาจเกิดความสับสนนั้น เรื่องนี้ต้องดูกฎหมายด้วย หากรูปแบบที่พรรคเพื่อไทยเสนอขัดกับกฎหมายที่มีอยู่ ก็ต้องร่างกฎหมายใหม่ แต่ทั้งนี้ควรดูว่าหากเปลี่ยนรูปแบบนั้นจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ เพราะในพื้นที่ยังมีเงื่อนไขความรุนแรงและธรรมาภิบาล หากรูปแบบใหม่ที่จะออกมานั้นแก้ปัญหาได้มันก็เดินไปได้และถือเป็นเรื่องที่ดี ตนคงบอกในตอนนี้ไม่ได้ว่าจะออกมาในรูปแบบใด แต่ตอนนี้ยังอยู่ในรูปแบบศอ.บต. ที่ต้องเดินตามไปก่อน