
ดร.วิชิตยอมให้เลื่อนมก.ต้องเสร็จทัน10ส.ค.
ศึกลูกหนังลีกคัพ รอบ 16 ทีมสุดท้าย ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง ย้ำต้องมาตรฐานไทยพรีเมียร์ลีกเท่านั้น พร้อมให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลื่อนเกมแต่ต้องไม่เกิน 10 ส.ค.เพื่อปรับปรุงสนาม ขณะที่ อ.พีระ มาลีหอม ชี้เสมือนการตีตราสมาคมฟุตบอลไทยไร้มาตรฐาน เพราะผ่านดิวิชั
สืบเนื่องจากข่าวที่ “คม ชัด ลึก” นำเสนอเกี่ยวกับปัญหาในศึกลูกหนังลีกคัพ รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบ เมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด ล่าสุด “ดร.กล้วยทับ” ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง ประธานบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ข่าวที่ออกมาสร้างความสับสนให้แฟนบอล เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ยืนยันว่าต้องไปใช้ยามาฮ่า สเตเดี้ยม หากแต่เสนอว่า ถ้าไม่เล่นที่สนามอินทรีจันทรสถิตย์ จะต้องไปหาเช่าสนามอื่นๆ เช่นสนามศุภชลาศัย สนามเทพหัสดิน หรือสนามกองทัพบก ที่ได้มาตรฐานไทยพรีเมียร์ลีก หรือจะไปเล่นที่บ้านของเมืองทองฯ แต่ทางเกษตรศาสตร์ยังคงได้สิทธิ์เป็นเจ้าบ้าน และต้องได้รับการการันตีรายได้ขั้นต่ำด้วย
"เราพร้อมที่จะให้เกษตรศาสตร์เลื่อนการแข่งขันออกไป แต่ไม่ใช่ 3-6 เดือนอย่างที่เป็นข่าว เพราะไม่เช่นนั้นจะกระทบถึงทีมอื่นๆ ที่ต้องแข่งขันในรอบต่อไป เรื่องนี้มีทางออกคือ หากทางเกษตรศาสตร์ พร้อมที่จะปรับปรุงสนามให้ได้ตามมาตรฐานของเรา ย่อมสามารถกระทำได้ และเราก็ยินดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องไม่เกินนัดสุดท้ายของรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่จะแข่งขันกัน”
ทั้งนี้ โปรแกรมแข่งขันฟุตบอลลีกคัพ รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่จะเล่นกันเป็นคู่สุดท้ายคือ เกมระหว่างบีอีซี เทโรศาสน พบ สุพรรณบุรี ในวันพุธที่ 10 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ และฝ่ายจัดการแข่งขันได้เตรียมการจับสลากประกบคู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ในวันที่ 8 สิงหาคม ก่อนไปเล่นในวันที่ 17 และ 24 สิงหาคม
ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ตรวจสอบเรื่องนี้กลับไปที่ อ.พีระ มาลีหอม ผู้จัดการทีม “นาคามรกต” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับการเปิดเผยว่า เราเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลรายการนี้ เพราะทราบเพียงว่า เป็นรายการที่จะจัดขึ้นร่วมกันระหว่างสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย กับผู้สนับสนุน ไม่ทราบว่าจะมี บริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เข้ามาร่วม เพราะหากรู้ตั้งแต่แรก คงไม่ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน เนื่องจากเราทราบดีว่า สนามเราไม่มีทางผ่านมาตรฐานของไทยพรีเมียร์ลีกได้ และความตั้งใจแต่แรกเริ่มคือ จะไม่ส่งแข่งขันในปีนี้อยู่แล้ว แต่ได้รับการร้องขอ และส่งเพราะเพื่อให้ความร่วมมือ ซึ่งจริงๆ แล้วเกษตรศาสตร์ ส่งทีมหลังปิดรับสมัครไปแล้วด้วยซ้ำ
"แต่เมื่อส่งแข่งขันแล้วต้องเล่นเต็มที่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรอบที่ผ่านมา เราชนะ โอสถสภา เอ็ม 150 สระบุรี และไทยฮอนด้าหรือไง ทำให้เมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ดต้องมาหวั่นเกรง ทั้งที่จริงๆ แล้ว เล่นกันเต็มที่อย่างไรเราก็ไม่มีทางชนะ โอกาสไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่นัดแรกผลที่ออกมาเราแพ้ 1-2 อาจเป็นเพราะเด็กเรามุ่งมั่น และเมืองทองฯ อาจประมาทเท่านั้นเอง แต่ถ้าใส่กันเต็มที่รับรองเกษตรศาสตร์สู้ไม่ได้หรอก”
อ.พีระ กล่าวอีกว่า อยากให้มีการเรียกประชุมร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, เมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด และบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เพื่อร่วมกันหาทางออก ทางเราพร้อมปรับปรุงสนามให้ดีขึ้น แต่เรื่องจะได้มาตรฐานคงลำบาก แต่ยืนยันว่า เราพร้อมจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรองรับ เพราะที่ผ่านมาได้ประสานร่วมกับทางเมืองทองฯ มาตลอด ถึงขนาดว่า หากมีแฟนทีมเยือนมา 1,000 คน เราพร้อมยกอัฒจันทร์ฝั่งมีหลังคาให้ทั้งหมด และเราจะให้กองเชียร์เกษตรศาสตร์ไปนั่งอัฒจันทร์ไม้ตากแดด
"ที่ผ่านมาได้พยายามไปหาสนามเช่าอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธูปะเตมีย์, กองทัพบก หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต แต่ไม่มีสนามไหนว่างเลย ครั้นจะให้ไปไกลกว่านั้นย่อมไม่สะดวกต่อทีม และเรื่องค่าใช้จ่าย ที่สำคัญตอนนี้สนามได้ปิดการใช้แล้ว สภาพเริ่มดีขึ้น ดังนั้นหากได้ร่วมหารือกันน่าจะมีแนวทางออกเรื่องนี้ได้ เพราะเราเองคงไม่อยากสร้างปัญหาให้การแข่งขันด้วยการถอนทีม”
ผู้จัดการทีมนาคามรกต ยังกล่าวเสริมอีกว่า การสร้างมาตรฐานเช่นนี้ถือเป็นเรื่องดี แต่คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ที่สำคัญการสร้างมาตรฐานนี้จะกระทบต่อทีมที่เล่นในลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เท่ากับไปตีตราว่า มาตรฐานสมาคมไม่ได้เรื่อง และปีหน้าคงยากที่จะมีทีมจากดิวิชั่น 2 เข้าร่วมฟุตบอลถ้วยหากต้องปรับปรุงสนามให้ได้มาตรฐานไทยพรีเมียร์ลีก



