
เผยระบบสัญญาณไฟบกพร่องเหตุรถไฟชน
ปักกิ่ง-เผยสาเหตุเบื้องต้นรถไฟเร็วสูงจีนชนสยอง เกิดจากการออกแบบอุปกรณ์ให้สัญญาณบกพร่อง ผู้นำจีนลั่นสอบสวนโปร่งใส ครอบครัวเหยื่อรถไฟมรณะปัดรับค่าทำขวัญจนกว่าได้รู้สาเหตุที่แท้จริง
ความคืบหน้าการสอบสวนหาสาเหตุโศกนาฏกรรมรถไฟความเร็วสูง 2 ขบวนชนกัน ใกล้เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีนเมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา สำนักข่าวซินหัว รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (28 ก.ค.) อ้างนายอัน หลูเชิง ผู้ว่าการรถไฟเซี่ยงไฮ้ว่า ความบกพร่องในการออกแบบอุปกรณ์ให้สัญญาณที่สถานีรถไฟเวินโจวใต้ เป็นสาเหตุ
โดยเมื่อเกิดฟ้าผ่าซึ่งเป็นเหตุให้รถไฟขบวนแรกหยุดวิ่งเพราะไฟดับ ระบบเตือนภัยที่ควรขึ้นสัญญาณไฟสีแดง กลับขึ้นเป็นสีเขียวแทน จึงไม่มีการแจ้งเตือน ส่งผลให้รถไฟอีกขบวนวิ่งตามหลังมาชนท้ายขบวนที่จอดอยู่บนราง แรงกระแทกส่งรถไฟ 4 ตู้ตกลงมาจากรางรถไฟยกระดับที่สูงจากพื้นดินราว 20 เมตร คร่าชีวิตผู้เคราะห์ร้าย 39 ราย บาดเจ็บเกือบ 200 คน
สถาบันออกแบบและวิจัยระบบสื่อสารและให้สัญญาณ การรถไฟแห่งชาติปักกิ่งได้ส่งจดหมายขอโทษไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว รวมทั้งจะให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน และพร้อมรับผิดชอบ
วันเดียวกัน นายเวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีน ได้เดินทางไปเยือนจุดเกิดเหตุ และแถลง ณ ที่ตรงนั้นว่า การสอบสวนสาเหตุรถไฟชนกันในครั้งนี้ กำลังดำเนินอยู่อย่างจริงจัง และจะถือเป็นบททดสอบแห่งประวัติศาสตร์ พร้อมกับประกาศจะลงโทษผู้กระทำความผิดสถานหนัก นายเวินกล่าวด้วยว่า การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของจีน จะต้องบูรณาการทั้งความเร็ว คุณภาพ ประสิทธิภาพและความปลอดภัย ซึ่งความปลอดภัยจะต้องมาอันดับแรก ไม่ใช่ความเร็ว
ผู้นำจีนกำลังพยายามคลายกระแสความไม่พอใจ ต่อวิธีการคลี่คลายอุบัติภัยรถไฟครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 3 ปีและเลวร้ายที่สุดนับจากจีนเริ่มพัฒนาเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง หลังจากเป็นที่ชัดเจนว่าการปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูง 3 คน และประกาศยกเครื่องระบบความปลอดภัยหลังเกิดเหตุ ยังไม่เพียงพอ
ไชน่าเดลี รายงานว่า ทางการจีนเสนอจ่ายค่าชดเชยแก่ครอบครัวของเหยื่อรายละ 5 แสนหยวน (ประมาณ 2.3 ล้านบาท) แต่ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับเงินเพราะต้องการทราบสาเหตุที่แท้จริงก่อน รวมถึงญาติผู้เสียชีวิตชาวอเมริกันและอิตาลี
กระแสความไม่พอใจยังอื้ออึงในโลกออนไลน์มาตั้งแต่วันแรกๆ แม้แต่สื่อของรัฐอย่างบทบรรณาธิการของ โกลบอล ไทม์ส ยังตำหนิเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่าเคยชินแต่คำเยินยอในอดีต เมื่อถูกวิจารณ์ก็คิดว่าจะจัดการกระแสสาธารณะได้ด้วยทัศนคติแบบข้าราชการ แต่ประชาชนไม่อาจทนรับได้อีกต่อไป



