
คลังชี้ค่าแรง300บาทไม่เร่งเงินเฟ้อศก.ไทยยังไม่ร้อนแรง
คลังคาดครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยขยายตัว 5% มองทั้งปีอยู่ที่ 4-5% ตามคาด ชี้เศรษฐกิจยังไม่ร้อนแรงเกินไป หนุนขึ้นค่าแรง 300 บาท มองไม่กระทบเงินเฟ้อและการลงทุนของเอกชน กรมส่งเสริมการส่งออกระบุไตรมาส 3 ยอดส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัว
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงเศรษฐกิจไทยเดือนมิถุนายนและไตรมาส 2 ปี 2554 ว่า ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทั้งความต้องการซื้อในประเทศ การส่งออก และการท่องเที่ยว ทำให้จีดีพีไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 3.6% โดยเฉพาะการท่องเที่ยวพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวถึง 50.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีจีดีพีจะขยายตัวได้ประมาณ 5% มีแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคในประเทศที่จะได้รับการกระตุ้นจากนโยบายรัฐบาล การลงทุนและการส่งออกจึงส่งผลให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีปีนี้ ยังเป็นไปตามที่สศค.คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 4-5%
“เศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่ได้ร้อนแรงเกินไป เห็นได้จากอัตราการใช้กำลังการผลิตยังอยู่ระดับต่ำกว่า 60% และไม่ได้เป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ขณะที่ภาคแรงงานยังมีปัญหาขาดแคลน และมีการหมุนเวียนตามฤดูกาลของแรงงานภาคเกษตร และอุตสาหกรรม" นายนริศกล่าวและว่า ระยะต่อไปยังมีปัจจัยเสี่ยง ทั้งราคาน้ำมัน และภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยจะทบทวนภาพรวมเศรษฐกิจอีกครั้งในอีก 2 เดือนข้างหน้า
ส่วนนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาทนั้น จะมีผลให้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ 2% ซึ่งจะไม่ได้มีผลกระทบต่อการเร่งตัวของเงินเฟ้อมากนัก รวมถึงไม่กระทบต่อการลงทุนภาคเอกชน เนื่องจากเชื่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมาชดเชยด้วยการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก 30% เหลือ 23% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และยังมีมาตรการเสริมอื่นๆ เช่น สินเชื่อเสริมสภาพคล่องของสถาบันการเงินรัฐ และในระยะยาวการที่ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้นจะทำให้เกิดการผลิตสินค้ามากขึ้นตามไปด้วย
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า อัตราการเติบโตของการส่งออกไทยเริ่มมีแนวโน้มลดลงในช่วงไตรมาส 3 จากที่เคยเติบโตกว่า 20% ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ และทำให้ครึ่งปีแรกการส่งออกของไทยขยายตัวถึง 23.6% ส่วนในไตรมาส 4 คาดว่าจะเติบโตไม่เกิน 15% เนื่องจากยังมีปัจจัยที่น่ากังวล ทั้งจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ 300 บาท ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุด รองลงมาคือ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า และสุดท้ายคือปัญหาเศรษฐกิจโลก จากกรณีหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป
ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศทันทีนั้น จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีอย่างหนัก และอาจจะต้องมีการปิดตัวของธุรกิจบางแห่ง ซึ่งการปรับค่าแรงขั้นต่ำควรที่จะดำเนินการในลักษณะทยอยปรับเพิ่มขึ้น และเลือกทำในบางจังหวัดที่มีความเหมาะสมก่อน รวมทั้งเลือกในบางอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ควรจะทำให้สอดคล้องกับการเพิ่มคุณภาพฝีมือแรงงาน เพื่อประสิทธิภาพการผลิตให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก



