
เกลียดกันถึงขนาดนี้...ได้ไง? : สุทธิชัย หยุ่น
เกลียดกันถึงขนาดนี้...ได้ไง? : บทความพิเศษ โดย สุทธิชัย หยุ่น
ทำไมคนเราจึง “เกลียด” กัน แต่ก่อนเราเคยเชื่อว่าคนไทยเป็นคนโอบอ้อมอารี แต่ทำไมวันนี้เราแบ่งสีแบ่งฝ่ายและตะโกนด่าว่ากันอย่างสาดเสียเทเสียถึงขั้นที่เรียกว่า “ไม่เผาผี” กันทีเดียว ผมจึงถามตัวเองว่าทำไมคนไทยจึงกลายเป็นคนเกลียดกันได้ถึงขนาดที่เรียกว่า “เกลียดเข้าไส้” ?
ใครบางคนที่อ้างว่ารู้เรื่องจิตวิทยาเกี่ยวกับความเกลียดชังระหว่างมนุษย์บอกว่าเหตุผลที่คนไม่ชอบกันถึงขั้นเกลียดนั้นแยกได้ตามเหตุและผลอย่างนี้
อาชญากรรม...(เพราะเขาหรือเธอได้ฆ่าเพื่อนหรือคนในครอบครัวฉัน) เศรษฐกิจ...(เขาหรือเธอมีเงินมากกว่าฉัน/เขาหรือเธอเชื่อในทฤษฎีประชานิยมที่ฉันไม่ชอบ/เขาหรือเธอได้เงินทองมาโดยมิชอบ) ภาษา....(คนนั้นใช้ภาษาที่ผิดหรือที่ฉันไม่ชอบหรือพูดจาไม่เข้าหู)
ความรัก...(เขาหรือเธอทิ้งฉันไป...จะให้ฉันชอบได้อย่างไร?) ความรู้สึกชาตินิยม...(ไอ้หมอนั่นเป็นคนผิดประเทศ) การเมือง...(เขาหรือเธอเป็นสมาชิกของกลุ่มการเมืองที่ฉันไม่ชอบ) ศาสนา...(ทำไมเขาและเธอไม่นับถือศาสนาเดียวกับฉัน?) กีฬา...(ไอ้คนนั้นเชียร์คนละทีมกับฉันได้ไง?)
แปลว่าในชีวิตประจำวันของเรานั้นมีเหตุที่จะทำให้คนเกลียดกันได้มากมายสารพัดเหตุผล
แต่ความเกลียดกันระหว่างคนไทยในเรื่องการเมือง เรื่องใส่เสื้อคนละสี นี่ซิที่น่าจะวิเคราะห์ให้ลุ่มลึกไปกว่าที่เราเคยได้ยิน ได้เห็น
เพราะคนไทยไม่เคยเอาจริงเอาจังกับเรื่องการเมืองจนต้องเกลียดกันได้ถึงขนาดที่ตามไล่ตามล่ากันอย่างที่เห็น
บางคนบอกผมว่าความรู้สึกไม่ชอบกันและกันที่เราเห็นนั้นไม่ใช่เรื่องของความแตกต่างทางด้านอุดมการณ์ทางการเมือง แต่เป็นเรื่องความรู้สึกส่วนตัวที่มีต่อคนคนหนึ่ง
คุณชอบคนนี้มาก แต่อีกคนหนึ่งไม่ชอบคนนี้มากพอๆ กัน...คุณสองคนก็จะมีความรู้สึกไม่ชอบกัน
และเมื่อความไม่ชอบนั้นพัฒนาไปหนักหน่วงขึ้น ไม่มีความพยายามจะทำความเข้าใจกัน ก็จะบานปลายกลายเป็นความ “เกลียดชัง” ต่อกัน
บางคนบอกว่าเพราะต่างฝ่ายต่างได้ข้อมูลไม่เพียงพอหรือไม่ครบถ้วน จึงทำให้เกิดความไม่เข้าใจ และความไม่เข้าใจนี่แหละที่ทำให้เกิดความไม่ชอบ และความไม่ชอบก็พัฒนากลายเป็นความเกลียด...และความเกลียดก็ค่อยๆ กลายเป็นความเคียดแค้นชิงชังถึงขั้นต้องทำร้ายกันและกัน
คนไทยเรานั้นแต่ก่อนอยู่ร่วมกันได้อย่างค่อนข้างสันติ ไม่เอาเรื่องการเมืองมาเป็นสาเหตุถึงกับตีรันฟันแทงกัน นอกจากจะเป็นเรื่องของนักการเมืองหรือพรรคพวกของนักการเมืองเองเท่านั้น แต่ชาวบ้านจะไม่เข้าไปเกี่ยวด้วย
แต่ในระยะหลัง ชาวบ้านเกิดเดือดร้อนแทนคนเล่นการเมืองขึ้นมาอย่างรุนแรง ถึงกับแบ่งพรรคแบ่งพวก ขับไล่ไสส่งคนที่ตนเห็นว่าอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง และพร้อมจะเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อแสดงให้เห็นถึงความจงเกลียดจงชังนั้นอย่างออกหน้าออกตา แน่นอนว่าความรู้สึกอย่างนี้เป็นอันตรายต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เพราะความเห็นที่แปลกแยกทางการเมืองนั้นไม่จำเป็นต้องหมายถึงความขัดแย้งถึงระดับที่จะต้อง “ไม่เผาผี” กัน
คนไทยไม่เคยเป็นอย่างนี้ และคนไทยก็ไม่ควรจะเป็นเช่นนี้ เพราะมันแปลว่าเราไม่ได้ใช้ “ความเป็นคนไทย” ที่พร้อมจะให้อภัย พร้อมจะลืมเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง หันมาสามัคคีกันได้ คนไทยหมั่นไส้กันได้ ถกแถลงกันได้ แต่จงเกลียดจงชังถึงขั้นทำลายล้างกันนั้น ไม่ใช่ “ความเป็นไทย” แน่นอน
เราปล่อยให้วัฒนธรรมความรุนแรงและไร้เหตุผลแทรกซึมเข้ามาได้อย่างไร? รีบขับไล่มันออกจากมโนสำนึกเสีย



