ข่าว

'ตู่'บทพิสูจน์อำนาจ'กกต.'

'ตู่'บทพิสูจน์อำนาจ'กกต.'

29 ก.ค. 2554

บทพิสูจน์อำนาจ"กกต." : ขยายปม โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ และ สมถวิล เทพสวัสดิ์

          ในที่สุด "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" (กกต.) ก็ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจนสามารถเปิดประชุมสภาได้แล้ว

           ที่ประชุมของ กกต. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้รับรอง ส.ส.เพิ่มอีก 94 คน ทำให้มี ส.ส.ที่ได้รับการรับรองรวมแล้ว 496 คน จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500 คน

           สำหรับ ส.ส.อีก 4 คนยังไม่ผ่านการรับรอง โดย กกต.ให้เลือกตั้งใหม่ 2 เขต คือ เขต 2 จ.หนองคาย หลังจากมีผู้ร้องคัดค้าน "สมคิด บาลไธสง" ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย กรณีจ่ายเงินให้ผู้ขับขี่รถสามล้อเพื่อขนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปฟังการปราศรัย และเขต 3 จ.สุโขทัย หลังจากมีผู้มาร้องคัดค้าน กรณี "จักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล" ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย กรณีให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง

           และประกาศให้มีการนับคะแนนใหม่ที่ จ.ยะลา เขต 2 โดยทั้ง 3 เรื่อง กกต.สั่งให้ดำเนินการขึ้นพร้อมกันในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

           ส่วนอีก 1 คน ที่ กกต.ยังไม่ประกาศรับรอง และมีมติให้แขวนไว้ก่อน คือ "จตุพร พรหมพันธุ์"  เนื่องจากมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติการสังกัดพรรคการเมือง

           ถือว่ากรณีของ "จตุพร" เป็นประเด็นใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะตามหลัก "กกต." มีอำนาจหน้าที่เพียงดูแลจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมเท่านั้น

           การตรวจสอบและรับรองคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นอำนาจหน้าที่ของ "ผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้ง" ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ "กกต.ส่วนกลาง"

           การตัดสิทธิเรื่องคุณสมบัติการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของ "จตุพร" ทาง "ผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้ง" จะต้องดำเนินการส่งศาลฎีกาพิจารณาก่อนจะมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม

           สำหรับกรณี "ผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้ง" ส่งเรื่องไปยังศาล หากศาลยังไม่มีคำตัดสินใดๆ ก็ให้ถือว่าเป็นอันสิ้นสุด และกกต.เองก็มีหน้าที่เพียงรับรองเป็นผู้สมัคร ส.ส.

           ซึ่งประเด็นคุณสมบัติการสังกัดพรรคการเมืองของ "จตุพร" ที่ประชุม กกต. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีการถกเถียงกันมาก หลังจากคณะอนุกรรมการไต่สวนได้เสนอให้ยกคำร้องกรณีของ "จตุพร" ทุกข้อกล่าวหา

           แต่ที่ประชุม กกต.เสียงข้างมากเห็นว่า "จตุพร" อาจจะขาดสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ โดยเห็นว่าการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของ "จตุพร" สิ้นสุดลง เนื่องจากต้องคุมขังโดยหมายของศาล จึงเป็นบุคคลต้องห้ามไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 100 (3) อันทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคเพื่อไทยสิ้นสุดลง ตามมาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 20 (3) แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเป็นผลให้ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. แม้จะมีการแก้ไขข้อบังคับพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่ข้อบังคับพรรคดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง

           แต่ระยะยาว "กกต." จะใช้อำนาจอะไรไป "แขวน" โดยไม่รับรองการเป็น ส.ส.ให้ "จตุพร"

           และก่อนหน้านี้ "ฝ่ายกฎหมาย กกต." เคยทำความเห็นกรณี "จตุพร" เสนอว่าให้ กกต.ประกาศรับรองไปก่อนพร้อมส่งเรื่องไปให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

           หาก "กกต.กลาง" ทำตามข้อเสนอของ "ฝ่ายกฎหมาย กกต." ถ้ามีคนมาฟ้องร้องก็สามารถอ้างได้ว่าเป็นการกระทำไปโดยบริสุทธิ์ใจ แต่เมื่อ "กกต.กลาง" ไม่ได้ดำเนินการตามความเห็นดังกล่าว และมีมติ "แขวน" จตุพร หากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็อาจทำให้ "กกต." ต้องเหนื่อยหนัก

           เพราะจากนี้ไปหากมีการฟ้องร้องต่อศาล "กกต." จะอ้างลอยๆ ว่าเป็นการกระทำโดยบริสุทธิ์ใจก็คงฟังลำบาก 

           จึงเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว กกต.ก็ต้องรับรองการเป็น ส.ส.ให้แก่ "จตุพร" ไปก่อน เพราะไม่สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในเรื่องนี้ได้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมายของ กกต.

           เมื่อ กกต.รับรองการเป็น ส.ส.ให้แก่ "จตุพร" เรียบร้อยแล้ว จากนั้นสามารถส่งเรื่องปัญหาคุณสมบัติการสังกัดพรรคการเมืองของ "จตุพร" ต่อ "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" ให้ส่งเรื่องนี้ต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความและดำเนินการต่อไป

           ในขั้นตอนการส่งเรื่องให้ "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" ส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกรณี "จตุพร" ก็มีเสียงตั้งข้อสังเกตถึงอำนาจการส่งเรื่องของ "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญอาจเกิดความล่าช้า เนื่องจากที่มาของการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

           สำหรับกรณีนี้ "ประธานสภา" คงไม่สามารถยื้อเรื่องเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญได้นานนัก เพราะอาจมีผู้ไปยื่นเรื่องฟ้องศาลอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็เป็นได้ และหน่วยงานคือ "กกต" ก็มีสิทธิที่จะทวงถามความคืบหน้าหลังส่งเรื่องไปให้ "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" พิจารณาดำเนินการ

           ดังนั้น หากครบกำหนด 30 วัน แล้ว "กกต." ไม่ประกาศรับรองการเป็น ส.ส.ให้ "จตุพร" ต้องตอบคำถามสังคมว่าใช้อำนาจอะไรไป "แขวน" เพราะอำนาจการสั่งเลือกตั้งใหม่ การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งทำได้ในกรณีที่เห็นว่าเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม

           แต่คงไม่ใช่ปัญหาเรื่องคุณสมบัติผู้สมัครเช่นกรณีของ "จตุพร" !