ข่าว

รอลงอาญา3ตร.คดี"น้องฟลุ๊ค"

รอลงอาญา3ตร.คดี"น้องฟลุ๊ค"

28 ก.ค. 2554

ศาลรอลงอาญา “ 3 ตร. สน.บางชัน ” คนละ 2 ปี ปรับหมื่นบาท ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทยิงสกัดจับผู้ค้ายาบ้า ลูกหลงโดน “น้องฟลุ๊ค” ลูกพ่อค้ายาดับคารถ ขณะที่ลุง-ยายน้องฟลุ๊ค ระบุน้อมรับคำตัดสิน ส่วนทนาย 3 ตำรวจ พอใจคำพิพากษา

           เวลา 09.45 น. วันที่ 28 ก.ค.54  ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3320 /2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 และนายสถาพร ศรีสะอาด จำเลยคดียาเสพติด ซึ่งเป็นบิดาของ ด.ช.จักรพันธ์ ศรีสะอาด อายุ 9 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิต ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ด.ต.พิพรรธ แสนอินทร์ อายุ 44 ปี , จ.ส.ต.ภานุมาศ ชนะขำ อายุ 39 ปี และ ส.ต.อ.อนุสรณ์ แท่นสุวรรณ อายุ 39 ปี  ซึ่งทั้งสามเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางชัน จำเลยที่ 1 – 3 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น  และร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 33, 80, 83 และ 90
 
          โดยโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 15 ก.ย.52  บรรยายความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 23 ก.พ.46  เวลา 19.30 น. จำเลยทั้งสาม  ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางชัน พกพาอาวุธปืนเลขที่ D.175534 ,BRU9457 และ D.175032 ตามลำดับ คนละกระบอก โดยจำเลยทั้งสาม ร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโดยมีเจตนาฆ่า น.ส.พรวิภา เกิดรุ่งเรือง ภรรยาของโจทก์ร่วม และ ด.ช.จักรพันธ์ ศรีสะอาด บุตรชายโจทก์ร่วม จำนวนหลายนัด  ขณะ น.ส.พรวิภา กำลังขับขี่รถยนต์ฮอนด้าแอคคอร์ด ทะเบียน อม. 6176 กรุงเทพมหานคร ที่มี ด.ช.จักรพันธ์ นั่งโดยสารอยู่เบาะหลัง  ซึ่งกระสุนปืนทะลุตัวถังรถยนต์ถูกร่างกาย ด.ช.จักรพันธ์ 2 นัดที่บริเวณหลัง และอกด้านขวา ได้รับอันตรายสาหัสแล้วถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ส่วน น.ส.พรวิภานั้น จำเลยทั้งสามได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  จึงไม่ถึงแก่ความตาย  เหตุเกิดที่หน้าโรงหนังปารีส ตลาดสะพานขาว แขวงสี่แยกแขวงมหานาค เขตดุสิต กทม. โดยชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาคดี จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ตลอดข้อกล่าวหา
 
          ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า ฝ่ายโจทก์ มีโจทก์ร่วม และนายสถาพร หรืออุ้ม โป้เปิด ผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ถูกจับกุมก่อนมีการขยายผลวางแผนล่อซื้อยาเสพติดจากโจทก์ร่วม ประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ก่อนเกิดเหตุ ได้มีการติดต่อล่อซื้อยาบ้าจากโจทก์ร่วม จำนวน 6,000 เม็ด หลังจากนายสถาพร ถูกจับแล้วให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพวกจำเลยว่าสามารถติดต่อซื้อยาจากโจทก์ร่วมได้  โดยนัดส่งมอบยาที่บริเวณหน้าบ้านมนังคศิลา ตรงทางลงทางด่วนยมราช แต่เมื่อโจทก์ร่วมขับรถยนต์ฮอนด้าแอคคอร์ดไปถึงที่นัดหมายโดยเปิดไฟฉุกเฉินรอแล้ว ยังไม่พบนายสถาพร จึงได้มีการโทรศัพท์ติดตาม แจ้งว่ากำลังเดินทาง ขณะที่ระหว่างนั้นโจทก์ร่วม ได้สลับให้น.ส.พรวิภา ภรรยา เปลี่ยนมานั่งที่เบาะคนขับ โดยมี ด.ช.จักรพันธ์ บุตรชายนอนหลับอยู่เบาะหลัง และเมื่อโจทก์ร่วมลงจากรถแล้วโทรศัพท์ติดต่อนายสถาพร อีกก็แจ้งว่าติดสัญญาณไฟแดงแต่ใกล้ถึงที่นัดหมายแล้ว จากนั้นไม่นานเมื่อโจทก์ร่วม กำลังเดินกลับไปที่รถยนต์ ก็มีรถกระบะโตโยต้าสีเขียวซึ่งนายสถาพร ขับมาโดยมีพวกจำเลยนั่งประกบในรถมาจอดปาดหน้า จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งมาจับกุมโจทก์ร่วมใส่กุญแจมือ ขณะเดียวกัน น.ส.พรวิภา ได้ขับรถยนต์ฮอนด้าแอคคอร์ดออกไปแล้วได้ยินเสียงปืนดังขึ้น และก็เห็นพวกจำเลยวิ่งตามรถพร้อมใช้อาวุธปืนยิงสกัด ก่อนที่ น.ส.พรวิภา จะลงจากรถแล้วหลบหนีไปที่ท้ายตลาด
 
          นอกจากนี้โจทก์ ยังมีพยานแวดล้อมซึ่งเป็นผู้ค้า บริเวณใกล้กับบ้านมนังคศิลา ให้การเชื่อมโยงด้วยว่าช่วงเวลาเกิดเหตุ ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ขณะที่ผลการตรวจพิสูจน์วิถีกระสุน พบร่องรอยกระสุนยิงเข้าที่รถฮอนด้าทั้งที่บังลมรถ กระโปรงรถด้านท้าย ประตูหลังด้านซ้าย และล้อแม็กซ์ แม้หัวกระสุนจะไม่ตรงกับกระสุนปืนของพวกจำเลย แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ส่งมอบอาวุธปืนตรวจสอบทันทีหลังเกิดเหตุ แต่ส่งอาวุธปืนในเวลาเที่ยงคืนหลังเกิดเหตุแล้วนานหลายชั่วโมง
 
          ส่วนที่พวกจำเลยต่อสู้ว่า ขณะเกิดเหตุมีคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์แล้วชักปืนยิงใส่รถยนต์ฮอนด้านั้น ก็ไม่ปรากฏว่า มีพยานแวดล้อม กล่าวถึงเรื่องนี้ คงเป็นเพียงต่อสู้ที่พวกจำเลยยืนยันเท่านั้น ส่วนพยานอื่นก็เป็นเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีน้ำหนักรับฟังได้น้อย เมื่อเทียบกับคำเบิกความของโจทก์ร่วม นายสถาพร และพยานอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์ให้การเชื่อมโยงกัน แม้นายสถาพรจะถูกจับกุมคดียาเสพติดแต่ก็เป็นพยานคนกลางที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายใด ขณะที่จำเลยทั้งสามเบิกความรับว่า ได้วิ่งตามสกัดจับรถที่กำลังขับหลบหนี แต่การกระทำของจำเลยทั้งสาม จะเป็นการการกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าจากผลการตรวจพิสูจน์วิถีกระสุนพบว่ามีการยิงจากซ้ายไปขวาและหลังไปหน้า ซึ่งเป็นการยิงลักษณะแตกต่างจากปืนคนละกระบอก ขณะที่กระสุนยิงในแนวต่ำ ไม่ได้หวังผล เชื่อว่าเป็นยิงเพื่อสกัดรถยนต์ฮอนด้า ที่พวกจำเลยเข้าใจว่าเป็นผู้ค้ายาจะหลบหนี การกระทำของพวกจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานเจตนาฆ่าหรือพยายามฆ่าผู้อื่น
 
          แต่ศาลเห็นว่า แม้พวกจำเลยจะไม่ทราบว่า ด.ช.จักรพันธ์ นั่งอยู่ในรถ แต่การปฎิบัติหน้าที่ย่อมต้องมีความระมัดระวังในการใช้ปืน การกระทำของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการกระทำประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ให้จำคุกจำเลยที่ 1-3 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าการกระทำของพวกจำเลยเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ ซึ่งไม่เคยปรากฏว่าจำเลยทั้งสามต้องโทษมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาคนละ 2 ปี
 
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างฟังคำพิพากษาจำเลยทั้งสามมีสีหน้าเคร่งขรึม แต่เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาจบโดยให้รอลงอาญา พวกจำเลยได้แสดงความดีใจ จับมือกับญาติพี่น้อง และเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาที่ตามมาให้กำลังใจแน่นห้องพิจารณา ขณะที่ฝ่ายโจทก์ร่วมมี นายสมชาย และนางเรียม เกิดรุ่งเรือง ลุงและยายของด.ช.จักรพันธ์ มาร่วมฟังคำพิพากษาเท่านั้น
 
          ภายหลังนายสมชาย เกิดรุ่งเรือง ลุงของน้องฟลุ๊ค กล่าวว่า น้อมรับคำพิพากษา ซึ่งแม้ศาลจะเห็นว่าเป็นการกระทำโดยประมาทแต่ก็ยังบอกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจมีความผิดอยู่ และจะแจ้งผลคำพิพากษาให้นายสถาพร ทราบต่อไป ส่วนจะมีการยื่นอุทธรณ์หรือไม่ต้องสอบถามผู้เกี่ยวข้องกับกฎหมาย
 
          ขณะที่นายประจำ สุขชุม ทนายความ ส.ต.อ.อนุสรณ์ จำเลยที่ 3 กล่าวว่า พอใจกับผลคำพิพากษา แต่ในการต่อสู้คดีก็ต้องการให้ศาลยกฟ้อง เพราะยืนยันข้อเท็จจริงประเด็นว่า  ขณะเกิดเหตุมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มายิงใส่รถยนต์นายสถาพร ก่อนหลบหนีไป และยืนยันว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิได้มีเจตนาฆ่า ส่วนจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ต้องปรึกษาหารือกันอีกครั้ง โดยขณะนี้ ด.ต.พิพรรธ จำเลยที่ 1 ปฎิบัติหน้าที่อยู่ที่ สน.ลาดพร้าว , จ.ส.ต.ภานุมาศ จำเลยที่ 2 อยู่ที่ สน.บางชัน เหมือนเดิม ส่วนจำเลยที่ 3 อยู่ที่ สภ.เมืองตรัง