
'สุเทพ'กรีด'ชูวิทย์'ไม่เข้าใจระบบปชป.
สุเทพ" กรีด "ชูวิทย์" ชี้ระบบพรรคการเมืองคงยากเกินกว่าจะเข้าใจ หลังถูกกล่าวหา ปชป. แย่งอำนาจกันภายใน เผยสัดส่วนองค์ประชุมเลือกกก.บห.พรรค สุรินทร์ ไม่รับเลขาฯ ปชป. อ้างไม่สิ้นคนดี
(28ก.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย วิพากษ์ปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ว่า ทุกครั้งที่แพ้เลือกตั้งจะแย่งชิงอำนาจการเมืองภายในพรรคจนฝุ่นตลบ แต่อ้างตัวว่าเป็นพรรคที่ประชาธิปไตยสูงว่า ตนไม่ติดใจอะไร เพราะนายชูวิทย์คงไม่รู้ว่าพรรคการเมืองที่มีระเบียบ มีระบบบริหารจัดการอย่างไร ถึงแม้นายชูวิทย์จะเคยอยู่ในพรรคการเมืองแต่สุดท้ายก็ไปกับคนอื่นไม่ได้ จึงต้องมาตั้งพรรคเอง และพรรคก็มีสมาชิกไม่กี่รายจึงทำง่าย
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีกฎระเบียบ ยึดถือในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีใครมาสั่งชี้นิ้วให้ทำอะไรหรือสั่งให้ใครดำรงตำแหน่งใดก็ได้ เพราะทุกอย่างต้องขึ้นกับสมาชิกที่ประชุมเป็นผู้คัดเลือก ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์มีระบบธรรมเนียมประเพณี มีวัฒนธรรมทางการเมืองดั่งพรรคที่เก่าแก่ อายุมากกว่า 65 ปี ดังนั้นคงจะลำบากเกินไปสำหรับนายชูวิทย์ที่จะเข้าใจ จึงวิพากษ์วิจารณ์ตามความรู้ความเข้าใจที่มี
นายสุเทพ ยังกล่าวถึงการทำงานร่วมกับนายชูวิทย์ ในฐานะฝ่ายค้านว่า คงไม่มีความจำเป็นที่ต้องคุยกัน เพราะส.ส.แต่ละพรรคมีอิสระในการแสดงความเห็นทางการเมือง ส่วนพรรคอื่นคงจะมีจุดยืนทางการเมืองที่จะรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง และจากนี้ไปพรรคจะเดินไปในแนวทางอุดมการณ์ดั้งเดิมของพรรค คือการเป็นประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมากับประชาชน ขณะที่ในส่วนของยุทธศาสตร์ของพรรคนั้นเป็นเรื่องที่คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เป็นผู้ดำเนินการ และจะแถลงชี้แจงให้ประชาชนทราบ
นายสุเทพ กล่าวว่า เมื่อไม่มีตำแหน่งใดในพรรค ตนเองตั้งใจจะทำงานร่วมกับประชาชนในภาคส่วนอื่นๆ อย่างอิสระในฐานะส.ส.คนหนึ่ง โดยมีสมาชิกทำงานที่หลากหลาย ไม่จำกัดว่าต้องเป็นส.ส.หรือไม่ เจอใครก็พร้อมจะอธิบายไปเรื่อย เพื่อที่จะให้ประชาชนได้ตระหนักว่าในขณะนี้บ้านเมืองกำลังเผชิญกับลัทธิบางลัทธิ ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าของประเทศควรรู้ข้อเท็จจริงเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง และความมั่นคงของชาติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสื่อมวลชนจะนำเสนอหรือไม่ แต่พรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีสื่อของตัวเอง
"เทพไท"หยาม"ชูวิทย์"หาก"จมน้ำในอ่างตาย"พรรคก็ล้ม
นายเทพไท เสนพงษ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวตอบโต้นายชูวิทย์ว่า การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เกิดทุกครั้งหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งผู้บริหารพรรคก็แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง จึงจำเป็นให้มีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่และการเลือกในครั้งนี้ไม่มีการแย่งชิงตำแหน่งภายในพรรคเพราะพรรคมีวัฒนธรรมมีการวิธีการในคัดสรรผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคตามข้อบังคับพรรค
นายเทพไทกล่าวว่า นายชูวิทย์บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยทั้งที่พรรคก็เหมือนพรรคการเมืองทั่วไป ตนไม่อยากให้นายชูวิทย์เอาพรรคประชาธิปัตย์ไปเปรียบกับพรรครักประเทศไทยเพราะพรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งมาเป็นเวลา 65 ปีแล้วและถ้ากรรมการบริหารพรรคล้มหายตายจากพรรคก็ดำรงอยู่ได้ไม่เหมือนพรรครักประเทศไทยของนายชูวิทย์ ที่หากวันหนึ่งถ้านายชูวิทย์ “จมน้ำในอ่างตาย” พรรครักประเทศคงหายจากประเทศไทย ทั้งนี้การที่นายชูวิทย์อ้างว่า ตัวเองขอทำหน้าหัวหน้าฝ่ายค้านแทนพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังหาหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคใหม่ไม่ได้นั้น ตนอยากจะเรียนว่านายชูวิทย์ไม่ควรที่จะรีบเร่งที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพราะพรรคเพื่อไทยเองก็ยังไม่ได้เป็นรัฐบาลอย่างเต็มตัว
บ่นกกต.รีบรับรองจนลืมพิจารณากรณีผู้สมัครปชป.
นายเทพไท ยังกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ออกมารับรองส.ส.เพิ่มอีก 94 คน ว่า ต้องขอแสดงความยินดีกับส.ส.ที่รับรับรอง แต่สิ่งที่แคลงใจสังคมคือการทำหน้าที่ของกกต.ภาคในกรอบกฎหมายกำหนด 30วัน นั้น กกต.บ้างท่านอ้างว่าให้เวลาน้อยเกินไปทำให้กกต.จึงไม่สามารถพิจารณ์ให้ใบเหลืองใบแดง ได้ ซึ่งประเด็นนี้ตนคิดว่าเป็นข้อบกพร่องของทางกกต.ชุดนี้ และถ้าหากทางกกต.มีความมุ่งมั่นที่จะเร่งรับรองส.ส.ให้ครบองค์ประชุมเปิดสภาจริงเพียง475คน ก็ไม่จำเป็นต้องรับรอง ส.ส. สูงมากขนาดนี้ โดยกกต.ควรที่จะกลั่นกรองเอาคนที่มีหลักฐานชัดเจนที่สุดมาสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3 เขต อาทิเช่น เขต 2 จ.นครสรรค์ ที่มีผู้สมัครได้ใช้หลักฐานเท็จในการสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถให้ใบแดงได้กับเขต 3 จ.ชลบุรี มีคลิปการซื้อเสียงและเขต 4 จ.ราชบุรี ที่มีการพบบัตรเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง ซึ่งในจำนวนนี้เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นเรื่องที่ผู้สมัครกับทีมกฎหมายกำลังดำเนินการอยู่
ปชป.วางสัดส่วนองค์ประชุมเลือกกก.บห.พรรคแล้ว
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ตึกเสนีย์ ปราโมช ที่ทำการของพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ กล่ายภายหลังการประชุมคณะกรรมการเตรียมการจัดงานประชุมใหญ่วิสามัญของพรรค เพื่อสรรหาคณะกรรมการบริหารชุดใหม่แทนชุดเก่าที่พ้นสมาชิกภาพ ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ว่า จะมีองค์ประกอบของผู้ที่มีสิทธิ์ลงคะแนนจำนวน 348 คน ประกอบไปด้วย 1.กรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันรวมไปถึงอดีตหัวหน้าพรรค อดีตเลขาธิการฯ รวมไปถึงรัฐมนตรีที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ โดยกลุ่มนี้จะมีจำนวนทั้งสิ้น 31 คน คิดเป็น 9% ของคะแนนเสียงทั้งหมด
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า 2.ประธานสาขาพรรคทั่วประเทศ ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน 139 สาขา เป็นตัวแทนสมาชิกพรรคทั้งประเทศ 2,000,000 คน มีสิทธิ์ออกเสียงคิดเป็น 40% ของคะแนนทั้งหมด 3.กลุ่มส.ส.ของพรรคที่ตัดออกจากกลุ่มที่1 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น135 คน คิดเป็น 40% ของคะแนนทั้งหมด ทั้งนี้เมื่อดูค่าสัดส่วนของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกคณะกรรมการพรรคแล้วจะเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับกลุ่มสาขาพรรคและส.ส.ของพรรคเท่าเทียมกัน
นายสุเทพ กล่าวว่า 4.กลุ่มตัวแทนของสมาชิกพรรคจากทุกภาคของประเทศอีก 20 คน และ 5.กลุ่มผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด สก. ส.ข. ส.จ. นายกฯอบต. นายกอบจ. ส.ท. ฯลฯ ที่เป็นสมาชิกพรรคและพรรคส่งลงเลือกตั้งจนได้รับตำแหน่ง จำนวน 23 คน โดยคนกลุ่มนี้จะมีน้ำหนักคะแนนคิดเป็น 10% ทั้งนี้ในการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเดียวที่ผู้บริหารของพรรคมาจากการเลือกตั้ง
“สุรินทร์”ไม่รับเลขาฯปชป.อ้างไม่สิ้นคนดี
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ในฐานะสมาชิกประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ของประชาธิปัตย์ ว่า คงแสดงความเห็นอะไรไม่ได้ และต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของพรรค ซึ่งตนต้องดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนอีกปีครึ่ง ต้องทำงานตรงนี้ให้เสร็จก่อน ในพรรคมีคนดีอยู่มากเดี๋ยวก็สรรหาได้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยแล้งคนดี ส่วนรายชื่อแคนดิเดตที่ปรากฎอยู่ในขณะนั้นแต่ละคนก็มีความเหมาะสมมีความโดดเด่นไปคนละทาง เชี่ยวชาญคนละด้าน แต่คิดว่าทั้งหมดสามารถทำหน้าที่ได้ดี โดยเฉพาะหน้าที่การตรวจสอบ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็น1ในแคนดิเดต ถูกฟ้องกรณีรถ - เรือดับเพลิงว่า จะส่งผลกระทบหรือไม่นายสุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับตนเองไม่ได้มีบทบาทอะไรในพรรคมากมาย เพียงแต่เป็นสมาชิก เมื่อได้รับทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ กระแสความคิดต่างๆ เป็นเรื่องของสมาชิก เป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิที่จะออกเสียงเป็นผู้ตัดสิน ตนไปอยู่ข้างนอกนานช่วยประเทศชาติอยู่ข้างนอก
เมื่อถามย้ำว่าจากการที่ประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ควรปรับกลยุทธ์ด้านไหนหรือไม่ นายสุรินทร์ กล่าวว่า ตนยังไม่เคยคิด แต่เชื่อว่าคนที่รับผิดชอบจะพยายามหากลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีตามหน้าที่ของเขา เพราะพรรคการเมืองคือสถาบันที่จำเป็นต่อระบบรัฐสภา ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทำหน้าที่ในสภา ทำหน้าที่ตรวจสอบตรงนี้จะผลัดกันแล้วแต่การสนับสนุนของประชาชน เขาก็จะทำหน้าที่ของเขาต่อไป



