
ธปท.เบรกรัฐอัดเงินกระตุ้นศก.ห่วงร้อนแรงเหมือนจีน
ธปท.เตือนไทยไม่ควรอัดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มองขยายตัวใกล้เต็มศักยภาพแล้ว ระวังเครื่องร้อนเกินไปเหมือนจีน แนะหันไปเน้นเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิต ส่งสัญญาณดอกเบี้ยนโยบายยังเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง สำรวจเอกชนกังวลแนวโน้มเงินเฟ้อเพิ
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาหัวข้อ “มองเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้ง” จัดโดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยว่า จากนี้ไปนโยบายเศรษฐกิจควรเป็นไปในทิศทางที่ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวใกล้เต็มศักยภาพแล้ว ซึ่งหากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่อง ควรเน้นเรื่องการลงทุนเชิงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิต แต่ไม่ควรอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ
"เรื่องนี้เป็นความท้าทายของภาครัฐที่จะจัดการแรงกระตุ้นเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับศักยภาพในระยะต่อไป เพราะในส่วนของนโยบายการเงินชัดเจนว่าได้ลดแรงกระตุ้นลงเรื่อยๆ หากเราอยากโตเร็วๆ ไม่ควรโตแบบจีนโดยการอัดฉีดเงินเข้าไป แต่ควรโตด้วยการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ หรืออัพเกรดเครื่องยนต์ เพราะการเร่งเครื่องจนเกินขีดความสามารถ จะทำให้เครื่องโอเวอร์ฮีทและพังลงในที่สุด" นายไพบูลย์กล่าว
สำหรับความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังในอนาคตนั้น มีประมาณ 3-4 เรื่องหลัก ได้แก่ เงินทุนเคลื่อนย้าย ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การบริหารจัดการกับการคาดการณ์เงินเฟ้อ และความท้าทายของแนวนโยบายการคลังของรัฐบาลต่อการดำเนินนโยบายการเงิน รวมทั้งความท้าทายจากนโยบายการคลังใหม่ ที่แนวโน้มเอียงไปทางประชานิยมเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ภาครัฐมีจำกัด โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศที่จัดเก็บภาษีได้เกือบต่ำสุดในภูมิภาค คิดเป็นสัดส่วนแค่ 17% ของจีดีพี ดังนั้น การปฏิรูปโครงสร้างภาษีจึงเป็นสิ่งจำเป็น
"หากรัฐบาลมีหน้าที่ทำตามข้อสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ก็ควรหาวิธีจัดการแหล่งเงินทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย เพราะไม่อย่างนั้นภาษีที่เราต้องจ่าย ซึ่งเป็นภาษีที่เลวร้ายสุดและไม่เป็นธรรมที่สุด คือ Inflation tax หรือภาษีที่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ” นายไพบูลย์กล่าวและว่า จุดเสี่ยงหนึ่งของระบบเศรษฐกิจการเงินในระยะข้างหน้า คือนโยบายกึ่งการคลัง โดยใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมาช่วย เพราะการใช้นโยบายกึ่งการคลัง โดยที่ไม่มีกระบวนการตรวจสอบอาจทำให้เกิดภาระหนี้ซ่อนเร้นขึ้น และหากเกิดความเสียหายในอนาคต ประชาชนก็ต้องรับภาระผ่านการเสียภาษี
นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังมีต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจคาดการณ์เงินเฟ้อของภาคธุรกิจหลังการเลือกตั้ง พบว่าแนวโน้มยังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งภาคธุรกิจคงคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้มุมมองที่มีต่ออัตราเงินเฟ้อในอนาคตเพิ่มตามไปด้วย ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยแท้จริงของไทยในปัจจุบันก็ยังคงติดลบ จึงจำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยให้เข้าสู่ภาวะปกติ



