ข่าว

ฮอฯลำ/รุ่นที่ห้า (ชื่อว่า ทบ.)

ฮอฯลำ/รุ่นที่ห้า (ชื่อว่า ทบ.)

28 ก.ค. 2554

ฮอฯลำ/รุ่นที่ห้า (ชื่อว่า ทบ.) : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]

          เขียนกันตรงๆ ภายใต้สถานการณ์ที่มีฮอนกฮูกตามมาหลอกหลอนกองทัพและประเทศอย่างน้อยสี่ลำ

           สามลำย่อมเป็นเรื่องของเฮลิคอปเตอร์กหลากหลายรุ่น ทั้งฮิวอี้ แบล็กฮอว์ก และทวินฮิวอี้

           ลำที่สี่คือ ฮอร์ นัมฮง หมายถึงชื่อรองนายกฯ และ รมต.กระทรวงต่างประเทศของกัมพูชา ที่มีบทบาทมากมายในการต่อสู้ในเรื่องคดีดินแดนและตัวปราสาทพระวิหารของกัมพูชา (อันนี้ขอขำๆ หน่อยครับ)

           ส่วนลำที่ห้าก็คือกองทัพบกทั้งกองทัพ โดยเฉพาะ ผบ.ทบ. และโฆษก ทบ. ที่ทำให้กองทัพบกทั้งกองทัพกลายเป็นเหมือนกับเฮลิคอปเตอร์ที่ไม่มีใครกล้าขึ้นนั่นแหละครับ

           ย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทั้งหมด แต่หมายถึงกระบวนการของภารกิจของกองทัพในเรื่องของการกู้ภัย

           ประการแรก คงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจว่าผู้คนในสังคมจะตั้งคำถามกับสมรรถนะของอากาศยานของกองทัพ ว่าเครื่องที่มีนั้นแข็งแกร่งทนทานไหม

           อย่างกรณีของฮิวอี้ตัวแรกที่ตกนั้น ถ้าลองค้นประวัติดู จะพบว่าได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของสงครามเวียดนามเมื่อเกือบห้าสิบปีก่อน และในอเมริกา ก็ถูกปลดประจำการ แล้วเข้าพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว หรือถ้ามีการบินก็มักจะเป็นการบินโชว์ในงานระดมทุนของทหารผ่านศึกเวียดนาม

           แต่เรื่องนี้จะมองว่าเครื่องหมดอายุไม่ได้ เพราะตราบใดที่ยังมีอะไหล่ และมีการตรวจซ่อมบำรุง เครื่องก็ยังสามารถใช้ได้ ดังกรณีที่ว่าเครื่องฮิวอี้นี้ ทางทหารอากาศก็ยังมีใช้อีกหนึ่งฝูง

           หรืออย่างกรณีของเครื่องแบล็กฮอว์ก ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องรุ่นใหม่หลังยุคสงครามเวียดนาม ที่ก้าวหน้าที่สุด และทำให้สหรัฐอเมริกามีอำนาจในการจัดระเบียบโลกโดยเฉพาะในสงครามทะเลทราย การปราบบิน ลาเดน และแม้กระทั่งเป็นพาหนะของประธานาธิบดี (จุดเด่นคือ มีสี่ใบพัด สองเครื่องยนต์)

           หรือเครื่องทวินฮิวอี้ ที่เป็นฮิวอี้รุ่นพัฒนามีเครื่องยนต์สองเครื่อง แต่สองใบพัด ก็เป็นพัฒนาการสำคัญจากฮิวอี้รุ่นแรก

           สรุปว่าทุกรุ่นในมุมของทหารเองและในการใช้งานจริงในโลกล้วนแล้วแต่มีสมรรถภาพที่ยังไว้ใจได้ ประเด็นอยู่ที่ว่าใช้ถูกภารกิจหรือไม่ต่างหาก

           นั่นคือว่า เรามองว่าการเข้าไปนั้นเป็นการลำเลียงพล หรือเป็นการกู้ภัย? ถ้าลำเลียงพลหรือเข้าไปช่วยทหารในการรบ อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องมุ่งมั่นโดยเร็ว แต่ถ้าเป็นการกู้ภัย อาจจะต้องมีวิธีคิดอีกแบบ เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

           เรื่องที่น่าหนักใจอยู่ที่ว่า สังคมกลับไม่มีความเชื่อถือกับยุทโธปกรณ์ของกองทัพ โดยข้อกล่าวหาว่าจัดซื้อไม่ดี หรือมีทุจริต ซึ่งสิ่งนี้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากผลงานที่ผ่านมาของยุทโธปกรณ์กองทัพ อาทิ จีที 200 หรือรถหุ้มเกราะมหัศจรรย์ที่รวมกันประกอบมาจากหลายประเทศเป็นต้น

           ประการที่สอง ทฤษฎีที่สำคัญที่ไม่ค่อยได้มีใครกล้าพูดมากก็คือ นักบินอาจจะไม่สามารถตัดสินใจได้เต็มที่ เพราะมีแรงกดดันจากผู้บังคับบัญชาและสังคมในการไปลำเลียงพล อันเนื่องมาจากผู้บังคับบัญชาเดินทางไปด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องของความมุ่งมั่นจนเกินไป

           ประการที่สาม คือเรื่องของแนวโน้มที่กองทัพจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของความมั่นคงภายในประเทศในแง่ของภารกิจการป้องกันภัยพิบัติ ในแง่ของกระทรวงใหม่ หรือภาพตามป้ายโฆษณาหลายที่ที่พยายามชูว่าทหารเข้าไปบรรเทาสาธารณภัย สิ่งเหล่านี้ทำให้เราต้องคิดว่า ถ้าทหารจะเข้ามาทำภารกิจนี้ ทหารสามารถทำงานกับหน่วยงานอื่นได้ไหม และจะตอบคำถามประชาชนได้ไหม

           บอกตรงๆ ครับว่าตอนนี้ตกไปแล้ว เพราะการทำงานแบบนี้ไม่ใช่การรบและความลับ แต่หมายถึงการทำงานในเชิงการประสานงาน และการสร้างความมั่นใจให้แกแก่ประชาชนครับ และความปลอดภัยต่อทีมงานของตัวเองครับ

           เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้ต้องการกล่าวหาโจมตีบุคลากรกองทัพคนใดคนหนึ่ง หรือโจมตีกองทัพ แต่อยากจะวิพากษ์วิจารณ์ชุดความคิดบางชุดที่ไม่เคยตายไปจากกองทัพครับผม