ข่าว

วางบึ้มรางรถไฟระแงะหยุดวิ่ง14ขบวน

วางบึ้มรางรถไฟระแงะหยุดวิ่ง14ขบวน

27 ก.ค. 2554

โจรใต้ซุกระเบิดแสวงเครื่อง 2 จุดบึ้มรางรถไฟสายชายแดนภาคใต้รวม 4 ลูก โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่กระทบรถไฟ 14 ขบวนหยุดวิ่งชั่วคราว หน่วยข่าวกรองแจ้งเตือนช่วงเดือนรอมฎอน

          เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 27 ก.ค. 54 พ.ต.ท.เฉลิม ยิ่งคง สว.เวร สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส ได้รับแจ้งจากนายอาดือนัน อับดุลรอมัน ผู้ใหญ่บ้านสะโลตราแดะ ว่ามีเหตุคนร้ายวางระเบิดรางรถไฟ 2 จุด ระหว่างสถานีรถไฟสะโลตราแดะกับสถานีรถไฟมะรือโบตก ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 1092 ม.6 ต.เฉลิม อ.ระแงะ จึงพร้อมด้วยนายศุภวริศ เพชรกาฬ นายอำเภอระแงะ พ.ต.ท.กระจ่าง รักษ์ณรงค์ หน.กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส ร.อ.สมบูรณ์ มีคติธรรม ผบ.ร้อย ฉก.นราธิวาส 38 ร.ต.ต.พลวัฒน์ เทพษร รอง หน.ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด นปพ.จ.นราธิวาส และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่งรุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

           โดยเจ้าหน้าที่ต้องจอดรถยนต์ไว้ภายในหมู่บ้าน และต้องเดินเท้าไปตามรางรถไฟไกล 2 ก.ม. จึงถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่ารกทึบ 2 ข้างทาง พบรางรถไฟด้านขวามือถูกอนุภาพของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในกล่องเหล็ก หนัก 5 ก.ก.จุดชนวนด้วยแบตเตอรี่ที่มีการลากสายไฟยาวเข้าไปในป่า จนฉีดขาดยาว 1 ฟุต รถไฟไม่สามารถที่จะแล่นผ่านได้และจากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ เจ้าหน้าที่พบระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในท่อง พี.วี.ซี. หนัก 1 ก.ก.อีก 1 ลูก ที่ฝังไว้ใต้ผิวถนนดินแดง ซึ่งห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 3 เมตร ที่คนร้ายฝังไว้เพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่ขณะเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ และเจ้าหน้าที่จึงได้ใช้ปืนแรงดันพลังน้ำยิงทำลายไปได้

           ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุที่ 2 ซึ่งห่างจากจุดแรกประมาณ 200 เมตร พบรางรถไฟด้านซ้ายมือถูกอนุภาพระเบิดแสวงเครื่องชนิดและขนาดเดียวกัน ฉีดขาดยาว ประมาณ 1 ฟุต โดยมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องตกกระจายเกลื่อนพื้นที่

           และในระหว่างที่ ร.ต.ต.พลวัฒน์ เทพษร รอง หน.ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดและพวกกำลังเก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุอยู่นั้น ได้พบระเบิดแสวงเครื่องแบบเท้าเหยียบอีก 1 ลูก ซึ่งคนร้ายได้ฝังไว้เพื่อจุดชนวนระเบิดดักสังหารเจ้าหน้าที่ เหมือนกับจุดแรก ซึ่งเป็นชนิดและขนาดเดียวกัน วางอยู่ที่แนวหินรองฐานรางรถไฟ ห่างจากจุดระเบิดประมาณ 1 เมตร และได้ใช้ปืนแรงดันพลังน้ำยิงทำลายไปได้เช่นกัน

           จากการสอบสวนนายอาดือนัน ผู้ใหญ่บ้านสะโลตราแดะ ทราบว่า ในช่วงใกล้รุ่งชาวบ้านพบเห็นชายฉกรรจ์ จำนวน 5-6 คน ได้แยกออกเป็น 2 กลุ่ม เดินผ่านหมู่บ้านโดยที่ไม่มีใครเอะใจ จนกระทั่งเวลาประมาณ 05.00 น.ของวันเดียวกันนี้ ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว จำนวน 2 ครั้งซ้อน กระทั่งสว่างชาวบ้านจึงได้ชวนกันเดินไปตรวจสอบที่มาของเสี่ยงดังกล่าว และเมื่อพบต้นเหตุจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบดังกล่าว

           และจากเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ส่งผลทำให้รถไฟ จำนวน 14 ขบวนที่วิ่งล่องจากสถานีต้นทางสุไหงโก-ลก จรดปลายทางสถานีรถไฟต่างๆ ต้องหยุดวิ่งไปโดยปริยาย และคาคว่าเจ้าหน้าที่การรถไฟต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการซ่อมบำรุง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนผู้ใช้รถไฟในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเป็นอย่างมาก

 

กอ.รมน. ระบุ มือบึ้มรางรถไฟ ฝีมือขบวนการค้ายาเสพติด

          ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณสถานีรถไฟยะลา เมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ ประชาชนที่ต้องใช้บริการ การเดินทาง โดยสารรถไฟ เพื่อไปยัง อ.สุไหงโกลก นราธิวาส จำนวนมาก ต้องมานั่งรอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ซ่อมแซมรางรถไฟจนเสร็จจึงจะสามารถเดินทางได้ โดยทุกคนต่างรออย่างมีความหวังว่าในช่วงเย็นนี้ จะสามารถเดินทางกลับบ้านได้

          ด้าน พล.ต.อัคร ทิพโรจน์ รอง ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเปิดเผยว่า จากกรณี เหตุระเบิดรางรถไฟในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อช่วงเช้านี้ หลังเกิดเหตุ ทางหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ ได้เข้าควบคุมพื้นที่ และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมแก้ไขสถานการณ์ให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และขณะนี้ได้อำนวยความสะดวก กับเจ้าหน้าที่การรถไฟในการเข้าไปซ่อมแซมรางรถไฟ ที่ได้รับความเสียหาย โดยคาดว่าจะสามารถเปิดใช้เส้นทางได้ตามปกติในวันนี้

          “สาเหตุของเหตุระเบิดครั้งนี้ คาดว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่การรถไฟ ได้ทำการจับกุมยาบ้า จำนวน 6 หมื่นเม็ด ที่ อ.หัวหินได้ โดยคนร้ายคนหนึ่งเป็นคนในพื้นที่ กทม. ส่วนอีกคน เป็นคนในพื้นที่ อ.ระแงะ ซึ่งการตัดสินคดียาเสพติด เมื่อวานนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับคนร้ายที่ลอบระเบิดรางรถไฟ” พล.ต.อัคร กล่าว

          รอง ผอ.รมน.ภาค 4 สน. กล่าวว่า สำหรับกรณีเหตุระเบิดรางรถไฟเมื่อช่วงเช้านี้ เป้าประสงค์ของคนร้ายต้องการทำลายการติดต่อสื่อสารเท่านั้น ไม่ได้ประสงค์ขบวนรถไฟ หรือ ประชาชน ซึ่งการที่คนร้ายตอบโต้แบบนี้ ยืนยันได้ว่า เป็นการตอบโต้จากขบวนการค้ายาเสพติดอย่างแน่นอน

 

ฆ่าปาดคอชายนิรนามทิ้งแม่น้ำโก-ลก


            เมื่อเวลา 10.30 น. พ.ต.ท.มะตาฮา มูหนะ สวญ.สภ.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจเมืองปาเสมัส รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันตรวจสอบศพชายนิรนาม อายุประมาณ 30 ปี สวมกางเกงยีนส์ขายาวและใส่เสื้อลูกฟูกสีดำ เสียชีวิตมาแล้ว ประมาณ 2 วัน กระแสของแม่น้ำสุไหงโก-ลก ได้พัดศพมาติดอยู่ที่ริมตลิ่งของฐาน ตชด.เมืองปาเสมัส ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านปะดังยอ ม.3 ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลกของ จ.นราธิวาส โดยสภาพมีร่องรอยถูกปาดคอเกือบขาด

            เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ประเทศ ได้ช่วยกันนำศพผู้เสียชีวิตขึ้นฝั่ง และทำการตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆภายในตัวแต่ไม่พบ เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐกลันตัน จึงได้นำศพผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาล เพื่อทำการชันสูตรพลิกศพ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มูโนะ จึงได้ทำการถ่ายรูปบันทึกไว้ เพื่อนำไปตรวจสอบเปรียบกับบุคคลในแฟ้มประวัติอาชญากรรม รวมทั้งแฟ้มทำเนียบประวัติกลุ่มผู้ไม่หวังดี ก่อคดีความมั่นคง ว่าผู้ตายเป็นใครมีความเชื่อมโยงและรู้เห็นพัวพันกับเหตุการณ์ร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ต่อไป ก่อนที่จะประสานให้ญาติเดินทางข้ามแดนมาศพไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป



ปัตตานีคนร้ายลอบวางระเบิดทหารบาดเจ็บ2นาย

          ขณะเดียวกันคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25 ชุดลาดตระเวนเส้นทาง ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เบื้องต้น แรงระเบิดส่งผลให้ทหาร ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลยะรัง ขณะนี้ เจ้าหน้าที่กั้นที่เกิดเหตุเพื่อนำกำลังเข้าตรวจสอบ

          ทั้งนี้พล.ต.อัคร ทิพโรจน์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคที่ 4 ส่วนหน้า คาดว่า เป็นการตอบโต้เจ้าหน้าที่จากขบวนการค้ายาเสพติด หลังเข้าจับกุมทลายแหล่งค้ายาได้จำนวนมาก


          คนร้ายลอบวางระเบิดเส้นทางบ้านบาซาเวาะเซ็ง-บ้านเกาะหวาย ม.2 บ้านบาโงตา ขณะทหารร้อย ร.8021 ฉก.ปัตตานี 21 ขับรถจยย.ลาดตระเวนผ่านเจ็บ 2 นาย
 
          เมื่อเวลา 09.45 น.วันที่ 27 ก.ค.54  ร.ต.ต.อดิศร พันธุมาส ร้อยเวร สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี รับแจ้งเกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บริเวณริมถนนในหมู่บ้านระหว่างบ้านบาซาเวาะเซ็ง-บ้านเกาะหวาย ม.2 บ้านบาโงตา ต.ปิตูมุดี อ.ยะรัง  จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรวัฒน์ อุดมสุด รอง ผบก.ภ.จ.ปัตตานี และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด  และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานปัตตานี  พร้อมกำลังตำรวจ ทหาร รุดไปที่เกิดเหตุ พบรถจักรานยนต์ชาวบ้าน ยี่ห้อ ฮอนด้าสีแดง คลิก ทะเบียน กยว ปัตตานี 680 และรถจักรยานยนต์ของทหาร  ยี่ห้อฮอนด้าเวฟสีขาว ไม่มีป้ายทะเบียน ได้รับความเสียหาย และพบกองเลือด
 
          นอกจากนี้มีผู้บาดเจ็บเป็นทหาร ทราบชื่อว่า สิบเอกสุรพล ญาติยินดี อายุ 48 ปี และ พลทหารยุทธสิทธิ์ รัตนภักดี อายุ 21 ปี เป็นเจ้าหน้าที่ร้อย ร.8021 ฉก.ปัตตานี 21 ทั้งสองมีบาดแผลฉกรรจ์ถูกระเบิดบริเวณที่ขาซ้าย นำส่งโรงพยาบาลยะรัง และส่งต่อโรงพยาบาลปัตตานีตรวจสอบที่เกิดเหตุ  ริมถนนพบหลุมระเบิด และสะเก็ดระเบิดชิ้นส่วนระเบิดกระจายบนท้องถนนเกลื่อนกลาด และพบสายไฟฟ้ายาวประมาณ 100 เมตร ลากเข้าไปในป่าละเมาะ
 
          จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุทหารที่ได้รับบาดเจ็บพร้อมพวกได้ขับขี่รจัรยานยนต์รวม 3 คัน และรถรถยูนีม๊อกอีก 1 คัน ได้ออกลาดตระเวนบนถนนดังกล่าวตามปกติ ขณะที่คันอื่นๆ ได้ขับผ่านที่เกิดเหตุไปแล้ว เหลือคันสุดท้ายที่เกิดเหตุ คนร้ายซึ่งก่อนหน้านี้ได้นำระเบิดแสวงเครื่องบรรจุระเบิดในกล่องเหล็กหนักประมาณ 5 กก. ตั้งไว้ริมถนนและลากสายไฟยาว 100 เข้าป่าละเมาะ เมื่อได้โอกาสจึงจุดชนวนจึงเกิดเระเบิด แรงระเบิดทำให้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว คาดว่าเป็นแนวร่วมอาร์เคเคในพื้นที่เพื่อสร้างสถานการณ์

หน่วยข่าวกรองแจ้งเตือนช่วงเดือนรอมฎอน

          ขณะที่หน่วยข่าวกรองความมั่นคง แจ้งเตือนไปยังตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ในจังหวัดยะลา ให้เพิ่มความระมัดระวัง และความเข้มงวด ในการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงใกล้เดือนรอมฎอน ที่จะเริ่มต้นในเดือนหน้านี้ ซึ่งทหาร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงใน อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ประมาณ 8 - 12 คน เดินทางด้วยรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมกซ์ สี่ประตู สีดำ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน เข้ามาใน ต.บันนังสาเรง อ.เมือง จ.ยะลา และนำวัตถุระเบิดเข้ามา เพื่อเตรียมก่อเหตุลอบวางระเบิดในเขตเทศบาลนครยะลา ช่วงก่อนเดือนรอมฎอนนี้ ดังนั้นได้แจ้งเตือนไปยังหน่วยกำลังที่อยู่ในพื้นที่ ให้ช่วยกันสอดส่องดูแล และเฝ้าติดตาม กลุ่มดังกล่าว อย่างใกล้ชิดต่อไป

 

ศาลอุทธรณ์ตัดสินคดีแกนนำแบ่งแยกดินแดนใต้เช้านี้

          ในเวลา 9.30 น.นี้ ศาลอาญา รัชดาภิเษก นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายรอสะบี มะยามา เป็นจำเลยในความผิด ฐานร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร สะสมกำลังพลหรืออาวุธ  ใช้กำลังประทุษร้ายก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ปล้นทรัพย์หรือรับของโจร จากกรณีที่จำเลยกับพวก เป็นสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และรุนแรง  สะสมกำลังพลและอาวุธ ทำโฆษณาชวนเชื่อ ยุยง และปลุกระดมราษฎร ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม

          โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ให้ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยรับสารภาพ จึงลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำคุกจำไว้ตลอดชีวิต

 

พิพากษายืนหัวหน้ากบฏแบ่งแยกดินแดน

          โดยเมื่อเวลา 10.30 น.  ที่ห้องพิจารณาคดี 804 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.1450/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายรอสดี มะยามา ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ จ.นราธิวาส เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นกบฏ ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร , สะสมกำลังพลหรืออาวุธ ,ใช้กำลังประทุษร้ายก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ปล้นทรัพย์หรือรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 113,114,135/1-2 , 209,210, 212,213,340 และ 357

           ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการร่วมกับพวก เกินกว่า 5 คน โดยมียุทธวิธีเพื่อแบ่งแยกดินแดนออกจากการปกครองของรัฐบาลไทย เป็นรัฐปัตตานีดารุลสลาม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยมีลักษณะเป็นอั้งยี่ ซ่องโจรด้วย แต่แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ศาลเห็นควรให้แก้ฐานความผิดให้เหมาะสมกับพฤติการณ์ของจำเลยด้วย จึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นกบฏแบ่งแยกดินแดนและเป็นอั้งยี่ ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต

 

กษิตระบุโอไอซีชมการแก้ปัญหาชายแดนใต้และโลกมุสลิม

          ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. อ.เมือง จ.ยะลา นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมองค์การการประชุมอิสลาม หรือ โอไอซี เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ไทยได้เข้าร่วมเพื่อรับทราบ และติดตามความเป็นไปในองค์กรโอไอซี รวมทั้งมุมมองของโอไอซีที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งตนเองได้ชี้แจงความเป็นไปในสังคมไทยโดยรวม ความคืบหน้าของการพัฒนาประเทศไทย ส่งเสริมทางด้านประชาธิปไตย และโดยเฉพาะผลงานของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมา ที่ต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากที่มีการออกพระราชบัญญัติ ศอ.บต. การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ 5 จังหวัด

          นายกษิต กล่าวด้วยว่า โอไอซีไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนสังคม เพราะโลกอิสลามส่งเสริมอิสรภาพด้วยสันติวิธี ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลได้ส่งตัวแทนไปเยือนสำนักเลขาธิการโอไอซี ที่นครเจด้าห์ เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ ในการแก้ปัญหาความไม่สงบของไทย รวมทั้งนำข้อมูลไปบอกบรรดาประเทศสมาชิกของโอไอซี ทุกประเทศ ให้ทราบว่าประเทศไทยแก้ปัญหาความไม่สงบเช่นไร ซึ่งประเทศในโลกอิสลามทุกประเทศ ก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา การก่อการร้ายไม่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มประเทศอิสลาม

          นายกษิต ยังกล่าวถึงความเป็นห่วงของโอไอซี ที่มีต่อประเทศไทย ว่า ยังคงเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ซึ่งได้ชี้แจงไปว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างกว้างขวาง และที่ประชุมโอไอซีที่ผ่านมา ก็ทราบว่าชื่นชมการแก้ปัญหาและไม่ได้ประณามประเทศไทย