
ชี้ขึ้นค่าแรงปีหน้าเงินเฟ้อพุ่งแตะ5%เตือนสูงเกินอันตราย
ส.อ.ท.มองเศรษฐกิจครึ่งปีหลังโตกว่า 4.6% ดันจีดีพีทั้งปีพุ่ง 4.2-4.5% ชี้นโยบายรัฐส่งผลจิตวิทยาทำให้สินค้าแพง ขึ้นค่าแรงปีหน้ามีผลต่อเงินเฟ้อทะลุ 4.5-5% เตือนหากสูงเกิน 5% ถึงจุดอันตราย ขณะที่เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน "กรณ์" เตือนผลข้างเคียงนโยบายประ
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยครึ่งปีหลังจีดีพีน่าจะขยายตัวมากกว่า 4.6% และทั้งปีจีดีพีจะขยายตัว 4.2-4.5% ซึ่งสูงกว่าเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.6% ส่วนในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัว 5% ขณะที่การส่งออกในปีนี้จะเติบโต 25-26% มีเงินเข้าประเทศประมาณ 2.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม นโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทยจะก่อให้เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพราะจะต้องใช้เงินสูงถึง 1.855 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี ถือเป็นความเสี่ยงระยะยาว และเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
"ผลจากนโยบายของรัฐยังจะไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมในปีนี้ แต่ได้ส่งผลทางจิตวิทยาไปแล้ว ทำให้ข้าวของราคาแพงขึ้น โดยในปีหน้าคาดว่าค่าแรงจะเพิ่มขึ้นแน่นอนตามนโยบายที่ได้สัญญาไว้ ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ ในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า รวมทั้งอาจจะมีความวุ่นวายฝ่ายที่ไม่ได้ขึ้นค่าจ้างอาจออกมาเรียกร้อง และพวกที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ" นายธนิตกล่าวและว่า การขึ้นค่าแรงในปีหน้าจะทำให้เงินเฟ้อทะลุไปถึง 4.5-5% ถือว่ามาก แต่ก็ยังพอรับได้ ซึ่งถ้าเกิน 5% จะถือว่าเป็นจุดอันตราย
ขณะที่ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง ในระหว่างวันแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน ที่ระดับ 29.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยในช่วงท้ายตลาดมาอยู่ที่ 29.68 - 29.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยนักค้าเงินระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาทมาจากเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ที่มีเงินไหลเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งผู้จัดการกองทุนต่างๆ ประเมินว่าต่างชาติเข้ามาลงทุนระยะสั้นในตลาดตราสารหนี้ไทย เพื่อต้องการผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังงานเลี้ยงอำลาตำแหน่งที่กระทรวงการคลังว่า ขอฝากรัฐบาลใหม่ให้สานต่อนโยบายการจัดทำงบประมาณสมดุล ในปี 2558 และปีงบประมาณ 2555 ระดับการขาดดุลก็ควรจะอยู่ในระดับเดิม คือ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งตัวแปรสำคัญต่อวงเงินรายจ่ายงบประมาณ คือ การจัดเก็บรายได้ ประเมินว่าในปี 2555 รัฐบาลจะเก็บรายได้เกินกว่าเป้าหมาย 1 แสนล้านบาท หรือเพิ่มจาก 1.9 ล้านล้านบาท เป็น 2 ล้านล้านบาท
"การดำเนินการตามนโยบายหาเสียงของรัฐบาลใหม่ เชื่อว่าจะมีประโยชน์โดยตรงกับประชาชน แต่ควรมีมาตรการมารองรับผลกระทบจากการใช้นโยบายด้วย เพราะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ก็เหมือนกับการให้ยา ซึ่งจะมีผลข้างเคียง ฉะนั้น ก็ควรคำนึงถึงปริมาณการให้ยา เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงมากเกินไปด้วย" นายกรณ์กล่าว



