ญาติสามีเศรษฐีนีแจงไม่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม
พี่สาวสามีเศรษฐินีเจ้าของร้านแกะสลักหินอ่อน โต้ไม่เกี่ยวข้องกับคดียันบริสุทธิ์ วอนตำรวจและสื่อมวลชนให้ความเป็นธรรม หลังเกิดเหตุถูก ตร.เรียกสอบเครียดหลายชั่วโมง ด้านตร.เผยมีวงจรปิดมัดผู้ต้องสงสัยมั่นใจภายใน 3วัน ปิดคดี
26ก.ค.54 ความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงนางสุวิมล สุกาญจนเศรษฏ์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 186 (ปากทางเข้า บขส.เก่า) ถ.สุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา เจ้าของร้านแกะสลักหินอ่อนชมชื่น รวม 8 แผล เสียชีวิตอยู่ภายในร้าน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 ก.ค.54 ที่ผ่าน
ซึ่งตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ได้สอบพยานแวดล้อมไปแล้ว 15 ปาก และในจำนวนนี้มีพี่สาว หลานชาย ของนายธนัช หรือ สมนึก รัตนะ อดีตสามีของนางสุวิมลฯซึ่งเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ วันที่ 22 ธ.ค.2553
พ.ต.ท.ภูมิ ทองโพธิ์ สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ พบภาพกลุ่มผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 อาจจะเป็นผู้ต้องหา มีอยู่ 1 คน ส่วนกลุ่มที่ 2 ที่อาจจะเป็นผู้ประกอบเหตุ มีผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 2 คน ซึ่งตำรวจชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามกลุ่มผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 กลุ่มแล้ว
สำหรับประเด็นการฆาตกรรมเบื้องต้นยังพุ่งเป้าไปที่ ปัญหาส่วนตัวในเรื่องมรดก และประเด็นการฆ่าชิงทรัพย์ โดยให้น้ำหนักไปที่ประเด็นแรกมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้ตายมีการฟ้องร้องกับญาติของสามี ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบสวนพยานไปแล้ว 15 ปาก ประกอบกับได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดให้กับพยานแวดล้อมที่อาศัยอยู่ในบริเวณบ้านของผู้ตายดูว่าตรงกับผู้ต้องหาที่เข้าไปประกอบเหตุหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าผู้ประกอบเหตุยังอยู่ในพื้นที่และภายใน 2-3 วันนี้ จะสามารถจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างแน่นอน
นางสาวสะอาด รัตนะ อายุ 65 ปี พี่สาวนายธนัช หรือ สมนึก รัตนะ อดีตสามีของนางสุวิมล ฯผู้เสียชีวิต กล่าวว่า หลังเกิดเหตุตน น้องสาวและหลานชายรวม 6 คน ถูกตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมาเชิญไปให้ปากคำตั้งแต่ช่วง 14.00 น. จนถึง 23.00 น. ของวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทุกคนก็ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนกับการฆาตกรรมแต่อย่างใก และยินดีให้ความร่วมมือกับตำรวจเพื่อคลี่คลายคดี
" อยากรู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนฆ่าน้องสะใภ้ แต่สิ่งที่ตั้งข้อสังเกตการปฏิบัติหน้าของตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมาบางครั้งใช้คำถามในการสอบสวนในทำนองว่าตนเองและญาติๆเป็นผู้กระทำผิดไปแล้ว ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมกับตระกูล และยืนยันว่าพวกเราทุกคนไม่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนางสุวิมลฯแต่อย่างใดและมรดกตกทอดจากพ่อแม่ก็ยังไม่ได้แบ่งให้ใครทั้งสิ้น จึงอยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาทำการสืบสวนสอบสวนด้วยความเป็นธรรมเพื่อให้จับกุมผู้กระทำผิดตัวจริงให้ได้ " น.ส.สะอาดกล่าว
นางสะอาดฯกล่าวอีกว่า การที่มีข่าวปรากฏทางสื่อมวลชนว่านางสุวิมลฯน้องสะใภ้ของตนเองมีเรื่องฟ้องร้องกับญาติทางสามีเรื่องมรดกนั้นข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ตนขอชี้แจงให้ทราบว่า เดิมห้องแถว2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ 3 ห้อง ที่นางสุวิมลฯอาศัยอยู่ในปัจจุบันเป็นมรดกตกทอดที่บิดาตนเองคือนายแจ่ม รัตนะ ก่อนเสียชีวิตได้ใส่ชื่อบุตร จำนวน 6 คน ไว้ในโฉนดและในจำนวนบุตรทั้ง 6 คน มีชื่อนายสมนึก รัตนะ น้องชายตนเองสามีนางสุวิมลฯด้วย
และห้องแถวทั้ง 3 คูหา ก็ยังไม่ได้มีการแบ่งหรือยกให้เป็นสมบัติของใครทั้งสิ้น ต่อมาพี่ๆเห็นว่านายสมนึกฯน้องชายไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งจึงให้มาอาศัยห้องแถวดังกล่าวประกอบกิจการซ่อมรถจักรยานยนต์และเปิดร้านแกะสลักหินโดยนายสมนึกฯได้จดทะเบียนอยู่กินกับนางสุวิมลฯ
ต่อมานายสมนึกฯได้ล้มป่วยเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.53 แต่นางสุวิมลฯก็ยังคงอาศัยอยู่บ้านดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในเดือนมกราคม 2554 พี่น้องที่มีชีวิตอยู่ 4 คน จึงได้ยื่นต่อศาลเพื่อขอให้นางจินตนา รัตนะ อายุ 61 ปี อดีตอาจารย์ ร.ร.สุรนารีวิทยา เป็นผู้จัดการมรดกเพื่อจะแบ่งมรดกให้กับทุกคนตามที่คุณพ่อนายแจ่ม รัตนะ สั่งเสียเอาไว้ และในจำนวนนั้นญาติก็ตั้งใจว่าจะแบ่งทรัพย์สินให้นางสุวิมลฯในฐานะน้องสะใภ้ฯภรรยานายสมนึกฯด้วย
แต่เมื่อนางสุวิมลฯทราบข่าวดังกล่าวก็ได้จ้างทนายความยื่นคัดค้านต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาไม่ให้นางจินตนาฯน้องสาวตนเองเป็นผู้จัดการมรดกโดยนำใบทะเบียนสมรสและพินัยกรรมที่อ้างว่านายสมนึกหรือธนัช รัตนะ น้องชายตนเขียนเอาไว้ไปแสดงต่อศาล ซึ่งขณะนี้เรื่องก็ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดนครราชสีมายังไม่มีการตัดสินหรือพิพากษาแต่อย่างใด
ส่วนข่าวที่ระบุว่านางสุวิมลฯ ทะเลาะกับพี่ชายสามีนั้นก็ไม่เป็นความจริงเพราะพี่ชายสามีคือนายวิบูลย์ รัตนะ น้องชายของตนได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.2546 ฉะนั้นข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอไปทำให้ตระกูล "รัตนะ" ของตัวเองได้รับความเสียหายถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากประชาชนทั่วไป ตนจึงขอวิงวอนให้บุคคลที่เป็นต้นตอของข่าวคำนึงถึงความเสียหายของชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของบุคคลอื่นด้วยและสื่อมวลชนก็ต้องระมัดระวังเรื่องการเสนอข่าวที่ไม่มีมูลความจริงด้วยเช่นกันนางสาวสะอาดฯ กล่าว



