
ตะครุบสมุนแก๊งยากูซ่า"แพแตก"หนีกบดานไทย
ตะครุบสมุนแก๊งยากูซ่า"แพแตก"หนีกบดานไทย : ตะลุยข่าว
พฤติกรรมแปลกๆ ของชาวญี่ปุ่นรายหนึ่ง ผู้เข้ามาพำนักอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลาหลายปี นำมาซึ่งความสงสัยของคนที่พักอาศัยอยู่ในย่านเดียวกัน เนื่องจากชายญี่ปุ่นคนนี้มักจะตื่นนอนแต่เช้า กว่าจะกลับเข้าห้องพักก็มืดค่ำ บางทีก็เข้าออกห้องพักไม่เป็นเวลา หรือนานๆ ทีค่อยกลับเข้ามาที่ห้องพัก จึงแจ้งเบาะแสตำหนิรูปพรรณไปยังชุดสืบสวน สตม.ให้มาติดตามตรวจสอบพฤติการณ์ชาวต่างชาติรายนี้
ทันทีที่ได้รับเบาะแสจากประชาชน พล.ต.ต.มนู เมฆหมอก ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รองผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ชาติชาย เอี่ยมแสง รองผบก.สส.สตม. ร่วมกันปรึกษาหารือเกี่ยวกับพฤติกรรมของชาวญี่ปุ่นผู้มีพฤติการณ์ต้องสงสัยรายนี้ ต่อมาทราบชื่อ "นายอาริมะ ยาสุนาริ" อายุ 45 ปี สัญชาติญี่ปุ่น แต่ไม่ทราบแหล่งที่อยู่ที่ชัดเจน และเมื่อตรวจสอบการเข้าออกในประเทศไทย พบว่า นายอามิระ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยครั้งล่าสุดทางด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 โดยได้รับอนุญาตให้อยู่ถึงวันที่ 4 กันยายน 2552 นั่นหมายความว่า นายอาริมะ อยู่ในประเทศไทยเกินกว่ากำหนด
หลังจากนั้นจึงประสานงานไปยังสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และพบว่า นายอาริมะ เป็นคนที่ตำรวจญี่ปุ่นในเขตฮอกไกโดต้องการตัวมากที่สุด เพราะเป็นเครือข่ายของ "แก๊งยามากูจิ" ซึ่งเป็นแก๊งยากูซ่าอันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น โดยพฤติการณ์ของนายอาริมะจะคอยทำหน้าที่ฟอกเงินให้เครือข่ายแก๊งยากูซ่าแก๊งนี้ ด้วยการการเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างบังหน้า โดยแก๊งยากูซ่าแก๊งนี้ จะส่งเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมายมาให้ฟอกเงิน
พล.ต.ต.มนู จึงรายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทราบ พร้อมสั่งการให้ พ.ต.อ.อธิศวิส กมลรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. และ พ.ต.ท.สมชาย เดชแพ รองผกก.1 บก.สส.สตม. จัดชุดสืบสวนประกอบด้วย พ.ต.ท.รัชทพงศ์ เตี้ยสุด สว.กก.1 บก.สส.สตม., ร.ต.อ.ประเสริฐ แก้วมุกดา รองสว.กก.1 บก.สส.สตม., ด.ต.กิตติพันธ์ เอี่ยมจรูญ, จ.ส.ต.ธีทัต รัตนปราณี และ ส.ต.อ.สุภสิทธิ์ ไวเกษตรกรณ์ ผบ.หมู่ กก.1 บก.สส.สตม. เร่งติดตามตัวชาวญี่ปุ่นนายนี้
โดยเริ่มแกะรอยจากเบาะแสที่ได้รับมา และเข้าไปหาข่าวในสถานที่เป็นแหล่งรวมตัวของชาวญี่ปุ่น ย่านถนนสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ ตอนแรกชุดสืบสวนจับกุมทำงานด้วยความยากลำบาก เนื่องจากข้อมูลในพื้นที่ไม่ตรงกับเบาะแสที่ได้รับ ทำให้ต้องใช้วิธีสืบสวนแบบโบราณ คือใช้วิธีเดินแห่รูปนายอาริมะ ตามสถานที่ต่างๆ ตามที่สายข่าวอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสถานบันเทิง อพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียม หรือที่พักชั่วคราว
จนกระทั่งได้เบาะแสว่า มีชาวญี่ปุ่นคล้ายนายอาริมะ มักเดินเข้าออกภายในซอยทานตะวัน เขตบางรัก จนทราบว่า นายอาริมะพักอยู่ชั้น 4 ในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ชุดสืบสวนตัดสินใจซุ่มโป่งในบริเวณใกล้เคียง จนกระทั่งเวลา 17.30 น. วันที่ 22 กรกฎาคม 2554 เห็นนายอามิระพร้อมชาวญี่ปุ่นอีกหนึ่งคน เดินเข้ามาในอพาร์ตเมนต์ ชุดสืบสวนจึงประสานผู้ดูแลสถานที่ ก่อนเข้าจับกุมนายอามิระพร้อมเพื่อนชาวญี่ปุ่น โดยไม่มีโอกาสหลบหนี
หลังจับกุมชาวญี่ปุ่นทั้งสอง มีการตรวจสอบชาวชาวญี่ปุ่นอีกรายหนึ่ง คือ นายฮิซาซิ อิบุกิ ไม่พบประวัติอาชญากรของประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งจากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่า ยังมีสิทธิการพำนักอยู่ในประเทศไทย และนายฮิซาซิสามารถพูดภาษาไทยได้ จึงให้ช่วยเป็นล่าม โดยนายอามิระรับสารภาพว่า เดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นยากูซ่าตามที่ถูกกล่าวหาจากทางการประเทศญี่ปุ่น
ทันทีที่ชุดสืบสวนให้ นายอามิระ เซ็นชื่อในบันทึกจับกุม ระหว่างที่เซ็นชื่อ นายอามิระ ร้องไห้ฟูมฟายพร้อมแสดงอาการเครียด ชุดสืบสวนจึงให้นายฮิซาชิ ช่วยถามว่า "เป็นอะไร ทำไมต้องร้องไห้?"
"หากกลับประเทศญี่ปุ่นแก๊งยากูซ่าเอาเรื่อง เขาต้องตายแน่ๆ" นายฮิซาซิแปลคำตอบของ นายอามิระ!??
"นายอามิระมีพฤติกรรมเดินทางเข้าออกประเทศไทยหลายครั้ง ล่าสุดที่นายอามิระเข้ามาในประเทศไทย เพราะทราบว่าลูกน้องที่ทำงานอยู่ในบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ประเทศญี่ปุ่นถูกจับทั้งหมด ซึ่งนายอามิระเป็นหัวหน้าในการรับเงินมาจากแก๊งยากูซ่า เพื่อนำมาฟอกในการเปิดบริษัท ระหว่างนั้นเงินบางส่วนที่ได้จากการฟอกต้องส่งคืนให้แก๊งยากูซ่า แต่นายอามิระไม่ยอมส่งให้ จึงเดินทางมาประเทศไทย แต่พอรู้ว่าถูกออกหมายจับและถูกเพิกถอนหนังสือเดินทาง ก็หลบหนีอยู่ในประเทศไทย" ชุดสืบสวน ระบุ



