ข่าว

'สมชัย'หนุนสุดตัวปล่อย'ตู่'เป็นส.ส.ก่อน

'สมชัย'หนุนสุดตัวปล่อย'ตู่'เป็นส.ส.ก่อน

25 ก.ค. 2554

"อภิชาต” ยันกกต.รับรองส.ส.ทันเปิดสภาแน่ ด้าน "สมชัย" เผยควรรับรอง "ตู่" เป็นส.ส. ก่อนสอยทีหลัง ขณะที่ “สดศรี “โอด กกต.เหนื่อยสุด ปัดไม่รู้เรื่องติดสินบนจนท.กกต.ทำสำนวนอ่อน ทำให้แจกใบแดง-เหลืองไม่ได้ ลั่นถ้าจับได้ฟันไม่เลี้ยง-ไล่ออก-ฟ้องอาญา

           (25ก.ค.) ที่สำนักงานกกต.นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า กกต.จะมีการประชุมนัดพิเศษเพื่อพิจารณาสำนวนคำร้องคัดค้านและคุณสมบัติของ ส.ส.ที่เหลือ ให้ครบร้อยละ 95 เพื่อประกาศรับรอง ส.ส.เพิ่มเติมเป็นรอบที่ 4 ส่วนจะรับรองได้กี่คน ต้องขึ้นอยู่กับสำนวนที่คณะอนุกรรมการไต่สวนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม

            นายอภิชาตยืนยันว่า กกต.พิจารณาทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เชื่อในสัปดาห์นี้สามารถประกาศรับรองส.ส. ให้เปิดประชุมสภาได้ ทั้งนี้หากพิจารณาไม่แล้วเสร็จใน 30 วันแล้วต้องขยับลำดับส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือไม่นั้น ต้องดูคำร้องก่อน แต่เห็นว่าไม่จำเป็นเนื่องจากจะทำให้ยุ่งยากและซ้ำซ้อน พร้อมกันนี้ปฏิเสธไม่ทราบเรื่องการวิ่งเต้นสำนวนคำร้อง

            นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวปฏิเสธกระแสข่าวการล็อบบี้ล้มสำนวนการร้องเรียนว่า ทราบแต่ข่าวเท่านั้น แต่เรื่องดังกล่าวจะเป็นขบวนการจ้องทำลายกกต.หรือไม่นั้น ตนก็เห็นว่าขบวนการนี้มีมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งแล้ว ไม่เฉพาะเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่า กกต.ทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง และยึดกฎหมาย จึงไม่มีอะไรต้องกลัว ส่วนเรื่องการวิ่งเต้นนั้นหากมีจริงก็ต้องตั้งกรรมการสอบสวนขึ้นมา ถ้าผิดจริงก็ต้องถูกลงโทษ แต่เรื่องนี้ก็ยังจะไม่ได้เข้าที่ประชุมของกกต. เนื่องจากยังไม่มีเรื่องร้องเข้ามา และหากทำอย่างนั้น เท่ากับว่ากกต.อ่อนไหวเกินไป

            เมื่อถามว่าส่วนตัวมีคนมาวิ่งเต้นบ้างหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ยังไม่เห็นมี มีเพียงมาขอความเป็นธรรม แต่ตนก็ไม่ได้ให้เข้าพบ จึงมีคนพูดกันมากว่า นายสมชัย พบยาก

            เมื่อถามอีกว่า กกต.ไว้ใจการทำงาน และสำนวนของกกต.จังหวัดหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ตนยอมรับไม่ค่อยมั่นใจในกกต.จังหวัดเนื่องจากอยู่ห่างไกลกกต.กลาง แต่อยู่ใกล้นักการเมืองในพื้นที่ และใกล้หมดวาระ แต่กกต.ก็จะต้องพิจารณาตามสำนวนที่กกต.จังหวัดส่งมา แต่ก็จะต้องอาศัยการข่าวในพื้นที่ ที่กกต.มีมาประกอบในสำนวน เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง ส่วนการแจกใบเหลือง-แดงนั้น คงต้องมีแน่นอน คงต้องรอฟังผลการพิจารณาของ กกต.ต่อไป นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ควรมีการปรับเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งใหม่ เพราะระบบอุปถัมภ์ยังมีอยู่ และแก้ไขไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการซื้อเสียง

            นายสมชัย ยังกล่าวถึงกรณีกกต.ยังไม่ประกาศรับรองผลนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ว่า กกต.ยังไม่มีมติชัดเจน แต่ส่วนตัวเห็นว่าได้ผ่านขั้นตอนในเรื่องของการพิจารณาคุณสมบัติ ผู้สมัครรับเลือกตั้งไปแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนของการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง จึงควรต้องประกาศรับรองผลให้นายจตุพร เป็นส.ส.ไปก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาเรื่องการขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายหลัง แต่กกต.บางคนก็เห็นว่านายจตุพรขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. 54 ที่ขณะนั้นถือว่านายจตุพร ยังเป็นผู้สมัคร จึงสามารถไม่ประกาศรับรองได้

 

ปธ.กกต. ย้ำพนักงานใหม่ให้ทำงานยึดหลักกฎหมาย

            ทั้งนี้ที่สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง( กกต.)ได้จัดปฐมนิเทศพนักงานใหม่รุ่น 2 ประจำปี 2554 จำนวน 92 คน ซึ่งเป็นพนักงานที่จะปฏิบัติหน้าที่ในระดับกลางทั้งนิติกร พนักงานสืบสวนสอบสวน พนักงานการเงินและบัญชี และพนักงานการเลือกตั้งที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง ทั้งในส่วนของกกต.กลางและกกต.จังหวัด

            นายอภิชาต กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า อยากให้พนักงานใหม่ภาคภูมิใจในความรู้ ความสามารถของตนเอง เพราะไม่มีใครได้รับสิทธิพิเศษจากกกต. ทุกคนจึงต้องยึดหลักในการทำงานที่ต้องมีความเป็นกลาง สุจริต เพราะเราต้องกลั่นกรองไม่ให้คนทุจริตเข้าไปใช้อำนาจ จึงอยากให้ทุกคนสามัคคีรักใคร่กัน งานกกต.เป็นงานท้าทาย มีเรื่องตื่นเต้นตลอดเวลา ทั้งหวาน มัน เค็ม เผ็ด

            “อย่างที่ผ่านมาก็มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง มาเผาโลงใต้ชายคาสำนักงานฯ รวมทั้งมีบางฝ่ายพยายามสร้างกระแสว่ากกต.เข้าข้างฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นงานของเราจึงเสี่ยงมาก ทุกคนจึงต้องระมัดระวัง ต้องยึดหลักกฎหมาย อย่าให้ใครมาสั่งได้ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าทำงานด้วยความเป็นกลาง ไม่สมคบใคร ก็จะทำงานได้อย่างสบายใจ” นายอภิชาต กล่าว

            นายอภิชาต กล่าวว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา กกต.ได้รับคำชมจากหน่วยงานต่างๆ ว่าสามารถจัดเลือกตั้งได้ตามมาตรฐาน โปร่งใส มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ หากพบการทุจริตและมีความผิดชัดเจนกกต.ก็ต้องให้ใบแดง หากเห็นว่าต้องแจกใบเหลืองก็เลือกตั้งใหม่ แต่หากจำเป็นต้องแขวนก็ต้องแขวน กกต.ไม่กลัวเสียหน้า แม้ว่า คนที่เราแจกใบเหลือจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ ขอย้ำในเรื่องผลประโยชน์ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดต้องมีใจหนักแน่นป้องกันตัวเอง จึงขอให้ทุกคนทำงานด้วยความสุจริต อย่าทุจริต เพราะผลประโยชน์ที่ได้รับการหยิบยื่นให้นั้นไม่คุ้มค่ากับการถูกไล่ออก และอยากให้ทุกคนช่วยกันผลักดันในเรื่องจัดการกับการซื้อเสียงเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งต้องคิดอยู่เสมอว่าแม้จะเป็นองค์กรอิสระ แต่ก็สามารถถูกตรวจสอบได้จากองค์กรอื่น  

            ด้านนางสดศรี  สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง  กล่าวว่า การเลือกตั้งไม่ว่าจะระดับชาติ หรือท้องถิ่น จะมีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก เนื่องจากนิสัยคนไทยไม่ยอมแพ้ จะสู้ให้ถึงที่สุด ทำให้คนที่เหนื่อยที่สุดก็คือกกต. เราจึงเป็นองค์กรอิสระที่มีงานมาก และมีเรื่องวุ่นวายมากที่สุด ดังนั้นเมื่อมาเป็นพนักงานก็ต้องให้ใจกับกกต. อย่าคิดว่า มาเพื่อเป็นทางผ่านไปสู่หน้าที่การงานอื่นที่ดีกว่า เพราะกกต.ไม่ใช่ไก่รองบ่อน หรือแม้อนาคตจะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรกกต. ออกไปแล้วก็ต้องไม่โจมตี กกต. เหมือนกับบางคนที่ได้ดิบได้ดีจากกกต. ไปเป็นนักวิชาการแต่กลับมาโจมตีกกต. ซึ่งไม่น่าคบหาและไม่สมควรเป็นนักวิชาการ

 

ปัดไม่รู้เรื่องกรณีติดสินบนจนท.กกต.ให้ทำสำนวนอ่อน

            นางสดศรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวออกมาว่ามีผู้สมัคร และพรรคการเมืองที่ถูกร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งได้วิ่งเต้นกับเจ้าหน้าที่ของกกต.ให้ทำสำนวนอ่อน เพื่อให้กกต.มีมติยกคำร้องว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การทำงานของกกต.ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ได้รับการร้องเรียนเรื่องนี้เข้ามาไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเต้นเพื่อทำให้สำนวนอ่อนลงหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งกกต.ก็เหมือนศาล ที่จะเป็นด่านสุดท้ายที่จะต้องรับเรื่อง เพราะศาลไม่สามารถที่จะเข้าไปดูว่า การสอบสวนนั้นถูกต้อหรือไม่หรือจะการสอบพยานกันอย่างไร กกต.มีหน้าที่เพียงสำนวนที่ได้มีกรสอบสวนกันมานั้น หากเห็นว่าการสอบสวนยังไม่พอ ก็สามารถสั่งให้กลับไปสอบสวนเพิ่มเติม

            นางสดศรี กล่าวว่า การให้ใบเหลือง- แดงจำนวนเท่าใดก็ต้องขึ้นอยู่ที่สำนวนและหลักฐาน เป็นหลัก ถ้าหากกกต.ให้ใบเหลือง-แดง โดยไม่รอบคอบ ก็อาจโดนข้อหาการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ หรือจะให้ใบเหลือง-แดง ขณะนี้ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฏีกา ดังนั้น สำนวนการร้องเรียนที่ส่งมาให้กกต.ก็ต้องมีการสอบสวนให้ชัดเจน

            “หากนักการเมืองหรือผู้สมัครคนใดมีข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนว่า มีเจ้าหน้าที่ของกกต.เรียกรับสินบน ก็ขอให้แจ้งกับกกต. เพราะกกต.ไม่ต้องการให้เกิดข้อครหาในเรื่องของการวิ่งเต้นสำนวน เรื่องนี้อยากให้มีความชัดเจนอย่ากล่าวหากันลอยๆ กกต.ก็อยากให้มีสักเรื่องที่ให้เป็นกรณีตัวอย่าง เพราะกกต.จะอยู่ไม่ได้ถ้าประชาชนไม่ไว้วางใจ ส่วนการที่มีการพูดถึงการไปตีกอล์ฟ ก็อยากจะให้สังเกตว่ากกต.ทั้ง 5 คนไม่มีใครที่ตีกอล์ฟเป็น“ นางสดศรี กล่าว

            นางสดศรี กล่าวอีกว่า ขณะนี้ กกต.ทุกคนเก็บตัวหมด ไม่ออกไปสังสรรค์กับใคร หากออกไปงานไหนก็จะรีบกลับ เพราะต้องระมัดระวังตัวเอง อีกทั้งที่บ้านของกกต.เองก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานการเข้า-ออก ตลอดเวลา แล้วรายงานไปยังต้นสังกัด แล้วใครจะมาวิ่งเต้น ส่วนพนักงานของกกต.นั้นจะมีการวิ่งเต้นหรือไม่ ก็ต้องตรวจสอบหากใครมีหลักฐานก็ขอให้ส่งมาให้ หากเป็นความจริง กกต.ก็จะฟันไม่เลี้ยง เพราะพนักงานของกกต.ต้องกระทำโดยชอบ ส่วนการร้องขอให้ตรวจสอบทรัพย์สินของกกต. ก็อยากจะร้องไปว่าให้ตรวจสอบถึงการตรวจสอบของพนักงานกกต.ด้วย อย่ามาดูเลยว่ามีเงินเท่าไหร่เพราะมีเท่าไหร่ก็แค่นั้น และอย่าลืมตรวจสอบตัวคนร้องเองด้วยว่ามีเท่าไหร่

            “ขอให้ผู้ที่ให้สินบนไม่ต้องกลัว สามารถมาแจ้งกับกกต.ได้เลย เราจะปิดเป็นความลับ ว่าให้สินบนใครบ้าง ทุกอย่างขอให้ชัดเจน อยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้กระทำด้วยการสุจริตโปร่งใส เราจะไม่ฟังเสียงพนักงานของเราว่าทำโดยชอบหรือไม่ แต่จะดูจากหลักฐานที่ได้มาจากบุคคลภายนอกว่าจริงหรือไม่” นางสดศรี กล่าว

            เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีสำนวนที่สังเกตแล้วมีพิรุธในการพิจารณาหรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า สำนวนที่ผ่านการพิจารณาหากเห็นว่า มีการตัดพยานออกไปเหมือนกับว่า มีการเร่งรีบในการพิจารณา กกต.ก็มีมติให้ไปสอบเพิ่มเติม จะไปทำตามกระแสไม่ได้ ต้องมีหลักฐานชัดเจน ดังนั้นอย่าไปกล่าวหากันลอยๆเพราะจะกลายเป็นการหมิ่นประมาท กกต.ทั้ง 5 คน แค่มาชั่วคราวเท่านั้น แต่พนักงานของกกต.ที่นี่คือ ยุ้งข้าวของเขา แต่หากจะทำลายกันเองก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่เขาจะยุบองค์กรนี้ อย่าไปคิดว่า กกต.ต้องรับผิดชอบ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาแล้วขึ้นศาล พนักงานกกต.ก็คงต้องตกเป็นจำเลยร่วมกัน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีพนักงานกกต.ที่กกต.เคยให้ออกจากงาน และยังอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องศาลปกครองอยู่

 

"ทนายตู่" ยื่นหลักฐานเพิ่มต่อกกต.
 
            นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายจตุพร เดินทางมายื่นเอกสารเพิ่มเติมกับอนุกรรมการสืบสวนฯกรณีคุณสมบัติของนายจตุพร โดยนายวิญญัติ กล่าวว่า สาเหตุที่นำหลักฐานมายื่นเพิ่มเติมเนื่องจากวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา อนุกรรมการฯของกกต.เดินทางไปพบนายจตุพร ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมกับให้นายจตุพรยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรค และหลักฐานอื่นๆ ก่อนเวลา12.00น. ของวันที่ 26 ก.ค. ตนจึงนำเอกสารยื่นต่อกกต.ประกอบด้วย 1.ระเบียบของพรรคเพื่อไทยในกรณีการสิ้นสุดสมาชิกภาพ ที่ไม่ระบุการว่าการถูกจำคุกจะทำให้สิ้นสภาพการเป็นสมาชิกพรรค เนื่องจากผู้ร้องได้ร้องในประเด็นดังกล่าว 2.คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจากศาลอาญา 3.เหตุจำเป็นอันไม่สามารถไปเลือกตั้งได้ของนายจตุพรที่ออกโดยสำนักงานเขตวังทองหลาง และ 4.ข้อกฎหมายในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ประกอบมาตรา 45 ที่ระบุว่าอำนาจการพิจารณาในคุณสมบัติผู้สมัครของกกต.จะสิ้นสุดลงในวันเลือกตั้ง กกต.จึงไม่มีอำนาจในการพิจารณาคุณสมบัติของนายจตุพรอีก

 

“เพื่อไทย”ซัด“ประชาธิปัตย์”กดดันกกต.

            ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทย กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และสมาชิกบ้านเลขที่ 111 รวมตัวกัน กดดันการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้รับรองส.ส.ที่เหลือ ว่า เป็นความพยายามบิดเบือนด้วยการโยนบาปมาที่พรรคเพื่อไทย และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะข้อเท็จจริงพรรคเพื่อไทยได้ชื่นชมและให้กำลังใจการทำงานของกกต.มาตลอด แต่ผู้ที่กดดันการทำงานของกกต.ตัวจริงคือพรรคประชาธิปัตย์

           เพราะล่าสุดนายเทพไท ได้ออกมาระบุว่า กกต. แจกใบเหลืองเพียง 2 ใบเท่านั้นในการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าน้อยเกินไป เพราะน่าจะมีใบแดงถึง 50 ใบ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะกดดันกกต.ชัดเจน และทำให้มองได้ว่ามีเจตนาที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์ได้รักษาการรัฐบาลยาวนานมากขึ้น ทั้งนี้อยากจะเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาหัวหน้าพรรค นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค เรียกนายเทพไท และทีมกฎหมายไปอบรม ว่าต้องค้านอย่างไรให้สร้างสรรค์ นอกจากนี้ตนยังเชื่อว่ากกต.จะรับรองส.ส.ครบ 95 เปอร์เซ็น ทันเวลาที่กำหนดแน่นอน

 

เลขาฯสภาระบุกรอบเวลาเปิดสภาฯนัดแรก1ส.ค.

          นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ร่วมหารือเพื่อวางกรอบการเปิดประชุมสภานัดแรกในวันที่ 1 ส.ค. ว่า เบื้องต้นเชื่อว่าจะเป็นการวางกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายใน 30 วันหลังจากวันเลือกตั้งหากนับวันแล้วจะพบว่าจะครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 1 ส.ค. นี้ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะไม่สามารถรับรองผลการเลือกตั้งของ ส.ส.ให้ครบร้อยละ 95  และอาจทำให้ไม่สามารถเปิดประชุมได้นั้น ตนเชื่อว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะจากที่ติดตามการให้สัมภาษณ์ของ กกต. พบคำยืนยันว่าจะรับรองให้แล้วเสร็จตามกฎหมาย ส่วนใช้วิธีการรับรองก่อนแล้วสอยภายหลังนั้น ถือว่าเป็นทางออก แต่หากพิจารณาคำร้องเรียนภายหลังแล้วพบส.ส.ที่ทำผิดกฎหมาย เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการทำงานในสภา

          นายพิทูร กล่าวอีกว่าในส่วนของกระบวนการเปิดประชุมสภานั้น ขณะนี้ได้มีการประสานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ถึงจำนวนของส.ส.ที่ได้รับการรับรองและยอดส.ส.ที่มาแสดงตนแบบวันต่อวัน หากจำนวนครบที่กฎหมายกำหนด ทางสลค.จะเป็นผู้ที่ยื่นขอพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปทันที จากนั้นเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ จะเป็นผู้เตรียมงานรัฐพิธีเปิดประชุมสภา เบื้องต้นคาดว่าจะใช้สถานที่เดิม คือ พระที่นั่งอนันตสมาคม

          “กรอบเวลาหรือระยะเวลาที่ใช้ในขั้นตอนนี้ จะเริ่มได้เมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้น คือ กกต. รับรองส.ส.ให้ครบจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนดได้เมื่อใด ซึ่งผมยังเชื่อว่า กกต. ต้องปฏิบัติงานได้ทันตามกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญกำหนด” นายพิทูร กล่าว