ข่าว

นศ.ม.ดังภูเก็ตยัดยาบ้า-ไอซ์ใส่ไก่ทอดเยี่ยมผู้ต้องขัง

นศ.ม.ดังภูเก็ตยัดยาบ้า-ไอซ์ใส่ไก่ทอดเยี่ยมผู้ต้องขัง

25 ก.ค. 2554

เจ้าหน้าที่เรือนจำภูเก็ต รวบตัวนักศึกษาสาวชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยดังภูเก็ต ทำทีเยี่ยมผู้ต้องขัง ยัดยาบ้า-ยาไอซ์ใส่ไก่ทอด หวังนำให้ผู้ต้องขัง แต่ไม่รอดสายตาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบ

          25 ก.ค.54 เวลา 12.30 น. ห้องประประชุมเรือนจำจังหวัดภูเก็ต นายรพินทร์ นิชานนท์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดภูเก็ต ร่วมกันแถลงข่าวการควบคุมตัว น.ส.สาธิยา จินดาแก้ว อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต พร้อมด้วยถุงอาหารเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง

          ภายในบรรจุยาไอซ์ จำนวน 3 หลอด น้ำหนัก 0.99 กรัม ยาบ้าจำนวน 10 เม็ด ที่ได้ซุกซ่อนอยู่ในไก่ทอดที่จะนำไปฝากผู้ต้องขัง จึงได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมือง ภูเก็ต

          สำหรับการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 11.45 น.ของวันดังกล่าว นายเชาวลิต เจริญรักษ์ นักวิชาการอบรมและฝึกอาชีพชำนาญการ พร้อมด้วยคณะ ได้ทำการตรวจค้นสิ่งของและอาหาร ที่ทางญาติของผู้ต้องขังนำมาฝากเข้าไปภายในเรือนจำ เพื่อนำไปให้ผู้ต้องขัง

          จนกระทั่งถึงถุงไก่ ทางนางสาวสาธิยา จินดาแก้ว นำมาฝากให้น.ช.ธีระวุฒิ แข่งขัน ซึ่งถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำภูเก็ตคดียาเสพติด เจ้าหน้าที่พบยาบ้า 10 เม็ด ยาไอซ์ 3 หลอด น้ำหนัก 0.99 กรัม บรรจุอยู่ในหลอดดูดน้ำปิดหัวปิดท้ายซุกซ่อนอยู่ในเนื้อไก่ทอดที่นำมาฝากให้ผู้ต้องขัง

          จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ควบคุมตัวมาทำการสอบสวน โดยในเบื้องต้นนางสาวสาธิยา ได้อ้างว่าสิ่งของดังกล่าว มีคนฝากมาเยี่ยมผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นเพื่อนกับน้องชายของตนเองโดยไม่ทราบว่าข้างในมียาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวพร้อมของกลางส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

          นายรพินทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีความพยายามที่จะส่งยาเสพติดรวมทั้งโทรศัพท์เข้ามาให้ผู้ต้องขังในเรือนจำอย่างต่อเนื่อง และด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งโยนข้ามกำแพง การนำใส่เข้ามาในของเยี่ยม ทางเรือนจำภูเก็ตจึงได้เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบเพื่อป้องกันการลักลอบนำยาเสพติดและโทรศัพท์เข้ามาในเรือนจำ จนสามารถจับกุมได้อย่างต่อเนื่อง

          เพราะฉะนั้นจึงอยากเตือนไปยังญาติและเพื่อนของผู้ต้องขัง อย่าพยายามลังลอบส่งยาเสพติดหรือโทรศัพท์ข้ามาในเรือนจำ เพราะไม่ถึงมือของผู้ต้องขังแน่นอน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น