ข่าว

'อภิสิทธิ์'โต้'ปลอดประสพ'ยันไม่เคยผลาญงบ

'อภิสิทธิ์'โต้'ปลอดประสพ'ยันไม่เคยผลาญงบ

25 ก.ค. 2554

"อภิสิทธิ์" สวนกลับ "ปลอดประสพ" ยันไม่เคยผลาญงบประมาณ เย้ยนโยบาย พท.คงทำไม่ได้ จึงโยนบาปรัฐบาลปชป. แนะพท.คุยธปท.ให้ดี ย้ำชัดตำแหน่ง“เลขาปชป.คนใหม่” ไม่จำเป็นต้องคนใต้ ปัดข่าวเยอรมนีเตรียมอายัดเครื่องบินโบอิ้งลำที่2

          25ก.ค.54 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลกรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่ารัฐบาลปัจจุบันใช้งบประมาณแบบผลาญงบฯ ว่า ไม่มี ปัจจุบันงบประมาณที่ทำไว้นั้นได้กอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้จากเดิมที่ติดลบกลับเป็นบวก ฐานะการคลังค่อนข้างจะดีเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆในโลกที่ต้องผ่านวิกฤตเดียวกันมา

          ยิ่งกว่านั้นปีนี้มีการจัดเก็บรายได้ที่น่าจะเกินเป้าคือเฉียดสองแสนล้านบาทและจะเป็นเงินเพิ่มให้รัฐบาลใหม่ใช้ด้วยซ้ำ เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยระบุว่าอาจต้องรื้อแผนงบประมาณใหม่และอาจกู้เงินเพิ่มเพื่อลงทุน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจริงการรื้อนั้นเป็นเรื่องนโยบาย แต่แผนของรัฐบาล ตนยืนยันว่าจะทำให้งบประมาณกลับไปสู่ความสมดุลย์ได้ในสี่ปีข้างหน้า

          วันนี้การอ้างว่าต้องกู้ มันไม่เกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลทำมา แต่เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยไปพูดแบบไม่ตรงข้อเท็จจริงคือโฆษณาเสียงไว้กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ และไม่ต้องกู้เงินและพยายามโจมตีรัฐบาลว่ากู้เงินมากนั้น ไม่เป็นความจริง จึงทำให้ตอนนี้ติดกับดักคำพูดตัวเองมากกว่า

          ผู้สื่อข่าวถามว่าสภาพเศรษฐกิจจำเป็นที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการลงทุนและกู้เงินเพิ่มหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าการพยายามที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงไปกว่านี้มาก เรื่องที่สำคัญสุดในเชิงบริหารที่เป็นปัญหาใหญ่คือสินค้าแพง เงินเฟ้อ มีความจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะต้องไปขาดดุลย์มากมายเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวมากเกินไป เพราะจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทางด้านเงินเฟ้อและสินค้าจนแพงเกินไป

          เมื่อถามว่า ภาวะวินัยการเงินการคลังจะสวนทางกันหรือไม่ กับการบริหารงานลักษณะแบบนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนจะแนะนำสิ่งแรกที่รัฐบาลใหม่ควรทำ คือปรับความเข้าใจทางด้านสถานะทางเศรษฐกิจให้ตรงกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพราะตอนที่ตนเข้ามารับตำแหน่งตนก็ทำแบบนั้น เนื่องจากนโยบายทางการเงินธปท.จะมีอิสระอยู่และจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อจะขยายตัวเพิ่มเท่าใด

          รวมทั้งเป้าหมายและภาพรวมทางเศรษฐกิจ นโบบายทางการเงินการคลังจะได้สามารถเดินไปในเป้าหมายเดียวกันได้ ตนอยากให้พรรคเพื่อไทยอย่าพาดพิงคนอื่น ควรแก้ปัญหาและทำความเข้าใจนโบบายของตัวเองให้เรียบร้อยเพราะตอนนี้จะมีปัญหาที่เกิดขึ้นในกลไกตลาดและเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ที่มีการคาดการณ์นโยบายการรับจำนำที่นำไปสู่การเก็งกำไรหรือพยายามที่จะกักตุนก็ได้

          ซึ่งตนได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ไปตรวจสอบสต๊อกข้าวทั้งหมด แต่จะทำได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งพรรคเพื่อไทยควรชัดเจนว่านโยบายรับจำนำจะเป็นอย่างไรและควรส่งสัญญาณให้ชัดว่าจะมีการตรวจสอบการบริหารนโยบายรับจำนำข้าว และเรื่องค่าแรง 300 บาทต่อวันก็เช่นกัน ควรมีความชัดเจนเพราะไม่อย่างนั้นจะกระทบการคาดการณ์การเก็งของนายจ้าง ลูกจ้างรวมทั้งกระทบภาวะการจ้างงาน

          เมื่อถามว่าหากแนวทางของธปท.กับพรรคเพื่อไทยสวนทางกัน เป็นไปได้หรือไม่ว่าในอนาคตธปท.จะทำงานยากขึ้น และการเมืองอาจแทรกแซงมากขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าระบบในตอนนี้เข้มแข็งพอสมควรและอยากเตือนว่าสมมติว่าไม่คุยกัน รัฐบาลใหม่ไปเร่งใช้นโยบายการคลังในลักษณะกระตุ้นหรือขาดดุลเกินไปแรงกดดันจะไปอยู่ที่ธปท. และจะมีการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น ผลที่จะตามมาจะกระทบคืออัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนทางธุรกิจ ฉะนั้นสิ่งดีที่สุดคือควรจะคุยกันก่อนเพื่อให้ประเมินสถานการณ์ต่างๆและกำหนดเป้าหมาย

          เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยระบุว่าหากดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้ไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณของรัฐบาลปัจจุบันทิ้งไว้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่จริง เพราะรู้ข้อมูลตั้งแต่ต้นแล้วและตนชี้ให้เห็นว่าตรงกันข้าม ตอนนี้ฐานะทางการเงินการคลังดีกว่าที่ประมาณการณ์ไว้เกือบสองแสนล้านบาท ทำให้นโยบายต่างๆที่จะทำนั้นง่ายขึ้น เพราะเงินที่ใช้นั้นนำไปคำนวณในการจัดสรรงประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 สูงขึ้น

          เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเปรียบเทียบให้เห็นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้ ยินดีและทีมเศรษฐกิจของพรรคกำลังดำเนินการ

 

'อภิสิทธิ์'ย้ำชัดตำแหน่ง'เลขาปชป.'ไม่จำเป็นต้องคนใต้

 

          เมื่อเวลา 10.45 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะรักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ได้เรียกส.ส.ในภาคใต้ไปพบที่บ้านพักเมื่อวันที่ 24 ก.ค. โดยนายสุเทพขอให้เลือกนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ว่า คงไม่ใช่

          ผู้สื่อข่าวถามว่า หากไม่ใช่แล้ว ประเด็นคืออะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบคือนายสุเทพ ได้พบปะกับทางส.ส.ภาคใต้และบอกว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องมีการเคลื่อนไหวในเรื่องของเลขาธิการพรรคและคงจะพูดเพื่อทำความเข้าใจว่าเลขาธิการพรรคไม่จำเป็นต้องมาจากทางภาคใต้ ส่วนชื่อนั้นก็มีการพูดกันไปเยอะว่าจะมาจากหลายชื่อด้วยกัน

          เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีการวางคนที่มาขัดตาทัพ เพื่อรอให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน หลุดจากคดีรถดับเพลิงก่อน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีข้อยุติในเรื่องนี้ เมื่อถามต่อว่า ในใจของนายอภิสิทธิ์ได้ตัดสินใจในเรื่องนี้หรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า ยังไม่มีข้อยุติในเรื่องนี้ทั้งหมด ทั้งนี้ เรื่องการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติเป็นเรื่องของสมาชิกทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นที่จะหารือกัน มีเพียงแต่นายสุเทพคนเดียวเท่านั้นที่แสดงเจตนาชัดเจนว่าจะไม่ขอรับตำแหน่ง

          เมื่อถามว่า เมื่อบอกว่าเลขาธิการพรรคไม่จำกัดว่าต้องเป็นคนใต้ แสดงว่านายอภิรักษ์ก็มีโอกาสที่จะชิงตำแหน่งเลขาธิการพรรค นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกคนมีโอกาสหมดและตนขอขอบคุณหลายๆ คน ทั้งนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งนายสุเทพเอง ที่ออกมาพูดตรงนี้ เพราะจะทำให้พรรคสามารถที่จะดูทางเลือกต่างๆ ได้กว้างขวางขึ้น อย่างไรก็ตาม การเสนอชื่อต้องเป็นไปตามข้อบังคับว่าต้องมี 2 รายชื่อ

          เมื่อถามว่า คนที่มีคดีติดตัวจะทำให้เป็นข้อด้อยในการเข้าชิงแคนดิเดต หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกคนก็ต้องดูทั้งหมด เพราะทุกคนมีทั้งจุดแข็งจุดอ่อน และดูว่ามีความเหมาะสมอย่างไร ซึ่งต้องว่ากันไป ทั้งนี้ กระบวนการของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประชุมใหญ่จะเป็นผู้ลงมติ ฉะนั้น ตนเชื่อว่าสมาชิกทุกคนที่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งก็ต้องดูแนวทาง ดูคุณสมบัติของบุคคลมาเป็นอย่างดี

          แม้กระทั้ง เรื่องการเสนอชื่อ ซึ่งเมื่อหากมีการเสนอชื่อเข้ามา แล้วมีการถอนตัว ข้อบังคับก็ยังบอกว่าต้องลงมติอยู่ดี เพราะว่าหากเหลือคนเดียวแล้วได้เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็ถือว่าที่ประชุมใหญ่ไม่รับรอง ฉะนั้น สมาชิกพรรคทุกคนก็สบายใจว่าที่ประชุมใหญ่จะมีอำนาจในการกำหนดแนวทาง ซึ่งเราต้องเชื่อว่าเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมใหญ่นั้น จะเลือกแนวทางที่เหมาะสม

          เมื่อถามว่า การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในครั้งนี้ จะทำให้ภาพของพรรคเป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้คิดเรื่องภาพ ตนคิดเรื่องการทำงานต่อไป เพราะถือว่าเป็นการทำงานที่ท้าทาย การทำงานท้าทายเนื่องจากว่าเราแพ้การเลือกตั้งมา คนในพรรคก็ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การพลิกผลการเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยที่เราทราบดีว่าทางคู่แข่งนั้นได้ใช้วิธีการทุกรูปแบบในการทำงานทางการเมือง ดังนั้น วันนี้มันไม่ได้แข่งกับพรรคการเมืองอย่างเดียว มันมีเรื่องมวลชนจัดตั้ง มีเรื่องสื่อเทียม เรื่องสื่อแท้ ที่กำลังจะกลายเป็นสื่อเทียม และยังมีอีกหลายเรื่อง

          เมื่อถามว่า แล้วอะไรที่จะทำให้พลิกได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้พรรคจะต้องเป็นผู้กำหนดแนวทาง เมื่อถามต่อว่า ตำแหน่งหลักที่จะเปลี่ยน นอกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคแล้ว ยังมีตำแหน่งอื่นที่ต้องปรับอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ที่สมาชิกพรรค

 

'อภิสิทธิ์'ปัดข่าวเยอรมนีเตรียมอายัดเครื่องบินโบอิ้งลำที่2

 

          วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สื่อเยอรมันเผยแพร่ข่าวจะมีการอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737 - 400 พระราชพาหนะในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามบรมมกุฏราชกุมารลำที่ 2 ที่จอดอยู่ที่ท่าอากศยานของเยอรมมัน ว่า ไม่มีเรื่องนี้

          ซึ่งนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ได้ชี้แจงเรื่องนี้แล้วเมื่อช่วงเช้าวันนี้(25 ก.ค.) และมันไม่มีเหตุผลใดๆที่จะอายัดเครื่องบินลำดังกล่าว เพราะเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล และคดีทั้งหมดเป็นเรื่องของบริษัท วอลเตอร์ บาว กับรัฐบาลไทย ซึ่งอัยการสูงสุด(อสส.)กำลังเตรียมยื่นอุทธรณ์ อีกทั้งมีข้อมูลที่จะใช้ดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัทนี้ต่อไปด้วย

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ายังมีความพยายามที่จะอายัดเครื่องบินของรัฐบาลไทยอย่างนี้ จะเกิดปัญหากับเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)ที่บินไปเยอรมนีด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการที่ได้สอบถามไปนั้นเห็นว่าเครื่องบินของการบินไทยไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นบริษัท และอสส.ได้ดูเรื่องนี้ด้วย เมื่อถามต่อว่าเขาจะอ้างได้หรือไม่ว่าถือเป็นของรัฐบาลไทย เพราะรัฐบาลไทยถือหุ้นใหญ่อยู่ใน บมจ.การบินไทย

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องมาว่ากันที่เรื่องหุ้น แต่ตนคิดว่าไม่มีปัญหา และขอย้ำว่าคดีนี้ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด ซึ่งทาง อสส.ยืนยันกับตนว่าขณะนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ของบริษัทฯที่ไม่สุจริต และอสส.กำลังเตรียมการด้านกฎหมายไปได้ร้อยละ 90 แล้ว ซึ่งเราจะสามารถดำเนินการกับบริษัทนี้ได้ โดยไม่ต้องรอให้คดีที่เยอรมนีจบก่อน ซึ่งตนคาดว่า อสส.จะพิจารณารูปแบบการดำเนินการกับบริษัทดังกล่าวเสร็จภายในสัปดาห์นี้

          อย่างไรก็ตาม กรณีนี้แยกจากการยื่นอุทธรณ์ต่ออนุญาโตตุลาการที่นครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ทางออส.น่าจะมารายงานตนในเรื่องการดำเนินการกับบริษัทดังกล่าวได้ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งตนจะสอบถามถึงเรื่องของเวลาและรูปแบบอีกครั้ง

          ต่อข้อถามว่าขอบเขตจะจำกัดอยู่แค่บริษัท วอลเตอร์ บาว หรือรวมถึงบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ที่ต้องมารับผิดชอบด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า น่าจะแค่บริษัท วอลเตอร์ บาว เพราะเป็นเรื่องการใช้สิทธิ์ของเขา ซึ่งเกี่ยวข้องความสัมพันธ์ระหว่างกันของ 2 บริษัทนี้กับตัวสัญญาทั้งหมดที่จะเป็นจุดที่ทำให้มีการใช้สิทธิ์ ส่วนในเนื้อหาจะพันไปถึงใครบ้างนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

'อภิสิทธิ์'ตอก'นพดล'รัฐบาลปชป.ไม่ทำไทยเสียดินแดนให้เขมร

          วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ และที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาวิจารณ์รัฐบาลกรณีคำตัดสินของศาลโลกเรื่องการแก้ปัญหาเขาพระวิหาร ที่ดูรายละเอียดแล้วไทยได้ประโยชน์เพียงข้อเดียวว่า

          ตนอยากจะย้ำว่า เรื่องทั้งหมดเป็นปัญหาเพราะนายนพดลเซ็นแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา จนเป็นเหตุทางกัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียว แล้วก็รุกคืบในการเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ที่เราเรียกว่า 4.6 ตารางกิโลเมตร ทำให้ฝ่ายต่างๆต้องหาวิธีการที่จะต่อสู้เพื่อรักษาอธิปไตย และทหารที่เข้าไปก็เข้าไปในช่วงรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เพื่อเข้าไปทำตรงนี้ซึ่งจำเป็นแล้ว

          เนื่องจากนายนพดลไปสร้างเรื่องเอาไว้ ซึ่งนายนพดลน่าจะคิดย้อนกลับไปว่าทั้งหมดมาจากอะไร ส่วนเรื่องของศาลโลกขณะนี้เป็นเรื่องที่เราให้ 2 กระทรวงคุยกันว่าจะไปคุยกับกัมพูชาอย่างไร เพราะตอนนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในพื้นที่

          เมื่อถามว่า นายนพดลมองในทิศทางตรงกันข้ามว่า ถ้ารัฐบาลนี้เดินตามแนวทางรัฐบาลนายสมัครคงไม่มีปัญหาอย่างวันนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันไม่มีปัญหากับกัมพูชา เพราะเท่ากับว่ากัมพูชาได้สิทธิโดยปริยายในการที่จะมาบริหารจัดการพื้นที่ตรงนั้น ถ้าเราโต้แย้งก็จะถูกนำไปเป็นข้ออ้างในการต่อสู้ ซึ่งเราก็ไม่ยอม เมื่อถามว่า มองวิธีคิดของนายพดลที่มีความคิดเห็นแบบนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่านายนพดลจะมีบทบาทอะไรในรัฐบาลใหม่หรือไม่ แต่ตนก็อยากจะย้ำว่าปัญหาทั้งหมด เริ่มจากการที่เราไปโอนอ่อนในเรื่องของมรดกโลกตั้งแต่ต้น

          เมื่อถามว่า ถ้ารัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วมีท่าทีเหมือนกับรัฐบาลนายสมัครในอดีตจะเกิดปัญหาอะไรเกี่ยวดินแดนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ จนกว่าจะทราบว่าแนวทาง และแนวคิดทางนั้นเป็นอย่างไร เพราะเรื่องแบบนี้มีรายละเอียด ความละเอียดอ่อนเยอะทั้งในแง่ของกฎหมาย ทั้งในแง่ของยุทธศาสตร์ทางการทหารซึ่งต้องดู แต่สิ่งที่ตนอยากจะฝากไว้คือต้องมีเป้าหมายชัดเจนในการรักษาอธิปไตยและต้องแก้ปัญหาให้ได้

          ตนย้ำว่าเป้าหมายรัฐบาลของตนที่เข้ามาคือ 1.ยังไม่ยินยอมที่จะให้กัมพูชาเสนอแผนบริหารจัดการในพื้นที่ที่เป็นของเราในมรดกโลก 3 ปียังทำไม่ได้ ซึ่งเราทำสำเร็จในการที่ไม่ให้กัมพูชาดำเนินการ 2.เราพยายามที่จะไม่ให้เกิดปัญหาที่จะขยายวงออกไป แต่ก็ทำด้วยความยากลำบากเพราะกัมพูชาเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการปะทะ และใช้เงื่อนไขนี้ยกระดับไปฟ้องที่ต่างๆ ซึ่งเราก็ต่อสู้อย่างเต็มที่ เขาก็ไปฟ้องศาลโลก และคดีหลักยังไม่ได้พิจารณาแต่คำขอชั่วคราวเราก็ต่อสู่เต็มที่ จนศาลไม่อนุญาตตามที่กัมพูชาร้องขอตรงกันข้ามยังสั่งให้กัมพูชาถอนทหารออกจาพื้นที่กัมพูชาด้วย

          เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะโยนบาปให้รัฐบาลชุดนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ห่วงเพราะข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง และตนก็พร้อมที่จะชี้แจงตลอดเวลาว่าเนื้อแท้ของปัญหาอยู่ที่ไหนอย่างไร เมื่อถามว่า นายนพดลระบุว่าที่สองฝ่ายจะมาพูดคุยกันนั้น ยังคุยกันได้ในระดับทวิภาคีหรือไม่

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันเลยตรงที่ว่ากัมพูชาไปฟ้องศาลโลก และมีคณะกรรมการมรดกโลก รวมทั้งอาเซียนได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ว่าเนื้อของการแก้ไขปัญหาเกือบทุกเวที ก็ยืนยันที่จะให้สองฝ่ายจะต้องเป็นพูดคุยและตกลงกัน เราก็ต้องดำเนินการตรงนี้ต่อไป และเป็นเรื่องที่รัฐบาลหน้าต้องเข้ามาดูแล เพราะขั้นตอนการทำงานต่อไปสถานะรัฐบาลปัจจุบันอาจจะไม่สามารถดำเนินการได้เพราะติดข้อจำกัดทางกฎหมายภายในประเทศ

          เมื่อถามว่า คดีหลักที่อยู่ในศาลโลก รัฐบาลใหม่เข้ามาจะทำให้เป็นแบบเดียวกับแถลงการณ์ร่วมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องต่อสู้เต็มที่ ประเด็นต่างๆ ก็ได้ศึกษาค่อนข้างครบถ้วนแล้วแต่เราต้องดูว่า ผลของการที่มีคำสั่งชั่วคราว ท่าทีของกัมพูชาจะเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า กองทัพมีหน้าที่รักษาอธิปไตย ก็ต้องรอดูนโยบายของชุดใหม่ ถ้ารัฐบาลชุดใหม่มีนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไป กองทัพจะทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถที่จะตอบได้ว่าแนวทางใหม่จะเป็นอย่างไร แต่ตนมั่นใจว่าการทำงานของรัฐบาลก็ต้องฟังทางกองทัพด้วย ซึ่งกองทัพก็มีความตั้งใจที่จะปกป้องอธิปไตย

          เมื่อถามว่า ถ้ายังสนับสนุนให้มีการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้ายอมอย่างนั้น ก็เป็นปัญหากับอธิปไตยแน่นอน เพราะกัมพูชาจะเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ในฝั่งเรา ซึ่งหลังจากนั้นก็จะทำให้เกิดความยากลำบากมากขึ้นในการที่จะไปต่อสู้ว่าพื้นที่นั้นเป็นของเรา