ข่าว

หวั่นนโยบายรัฐดันครัวเรือนก่อหนี้พุ่งกนง.จี้แบงก์ชาติเกาะติด

หวั่นนโยบายรัฐดันครัวเรือนก่อหนี้พุ่งกนง.จี้แบงก์ชาติเกาะติด

25 ก.ค. 2554

กนง.สั่งแบงก์ชาติเกาะติดผลกระทบนโยบายกระตุ้นใช้จ่ายของภาครัฐ หวั่นทำให้ประชาชนก่อหนี้มากขึ้นในอนาคต ชี้ยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน อาจกระทบยอดการส่งออกหดตัว ราคาสินค้าเกษตรส่งออกลด

           รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบที่ผ่านมา มีมติเห็นควรให้ ธปท. ติดตามผลกระทบของนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้าง การสนับสนุนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ การประกันราคาหรือจำนำสินค้าเกษตร ที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายและการก่อหนี้ของประชาชนในอนาคต

           ทั้งนี้ จากรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับล่าสุด ระบุว่า รายได้และการจ้างงานในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง ช่วยสนับสนุนให้ฐานะทางการเงินของภาคครัวเรือนเข้มแข็งขึ้น และการกู้ยืมเพื่อการอุปโภคบริโภคแม้ชะลอลงบ้างในส่วนของสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่ในส่วนของสินเชื่อบัตรเครดิตและยานพาหนะยังคงขยายตัวสูง สอดคล้องกับความต้องการบริโภคที่สูงขึ้นตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง

           ส่วนสัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ของภาคครัวเรือน แม้จะสูงขึ้นเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าห่วง อีกทั้งครัวเรือนก็มีความสามารถในการชำระหนี้สูง สะท้อนจากสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

           ในระยะต่อไปนั้น กนง.มีความเห็นว่า ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของภาคครัวเรือน คือการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน และแนวโน้มอุปสงค์โลกที่อาจชะลอตัวมากกว่า คาดจะส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกและภาคการผลิต รวมทั้งทำให้ราคาสินค้าเกษตรส่งออกของไทยปรับลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อแนวโน้มรายได้ครัวเรือนได้

           สำหรับในภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น อุปสงค์ภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลในปีก่อน สะท้อนจากยอดการโอนกรรมสิทธิ์เฉลี่ย 4 เดือนแรก ที่ 10,819 หน่วย ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยช่วงก่อนมีมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐที่ 10,809 หน่วย

           "อุปทานยังคงลดลง ซึ่งการที่ผู้ประกอบการลดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาอุปทานล้นตลาดในปัจจุบันลดลง ในส่วนของราคาที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตามต้นทุนวัสดุก่อสร้างและราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น" รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อเดือนล่าสุดระบุ

           อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปแม้อุปสงค์ในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยอดที่อยู่อาศัยเหลือขายที่เพิ่มมากขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการเร่งเปิดตัวโครงการใหม่ไปมากในช่วงมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ปีก่อน ประกอบกับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้น และราคาที่อยู่อาศัยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการที่อยู่อาศัยในอนาคตและอาจทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาอุปทานส่วนเกินในระยะ 1-2 ปีข้างหน้ามีมากขึ้น