ข่าว

 "สางอุปสรรคการลงทุน"การบ้านอีกบทของรัฐบาลใหม่

"สางอุปสรรคการลงทุน"การบ้านอีกบทของรัฐบาลใหม่

25 ก.ค. 2554

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งออกเป็นภาคเศรษฐกิจหลักในการสร้างเม็ดเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของจีดีพี จึงทำให้มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าภาวะการเมืองในประเทศเป็นอย่างไร

          ก็กระทบกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยไม่มาก เพราะมีรายได้จากต่างประเทศเข้าประเทศหล่อเลี้ยงตลอดเวลา เห็นได้จากอัตราการขยายตัวที่เพิ่มสูงขึ้นตลอด ซึ่งในปี 2535 ไทยมียอดส่งออกเพียง 8.24 แสนล้านบาท แต่ในปี 2553 มีมูลค่าถึง 6.1 ล้านล้านบาท และในครึ่งปีแรกของปีนี้มีมูลค่าถึง 3.4 ล้านล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นปีตัวเลขจะทำลายสถิติในปีที่ผ่านมา

           ทั้งนี้ เบื้องหลังความสำเร็จของไทยคงต้องยกให้หน่วยงานสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ที่เป็นสะพานชักจูงต่างชาติให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตสินค้าในไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานมหาศาล และทำให้เทคโนโลยีการผลิตของไทยรุดหน้าไปค่อนข้างรวดเร็ว ประกอบกับในอดีตประเทศไทยมีความพร้อมในเชิงภูมิศาสตร์มาก มีความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นประตูสู่อาเซียน ในขณะที่หลายๆ ประเทศยังไม่เปิดประเทศต้อนรับทุนต่างชาติ

           อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน รวมทั้งจีนและอินเดีย ได้เป็นแม่เหล็กดึงดูดขนาดใหญ่ของเหล่านักลงทุนทั่วโลก ที่มีความได้เปรียบทั้งจำนวนประชากร และทรัพยากร รวมทั้งยังมีปัจจัยภายในประเทศที่ทำให้การขยายตัวของการลงทุนทำได้ยากขึ้น เช่น เขตนิคมอุตสาหกรรมในอีสเทิร์นซีบอร์ดถึงจุดอิ่มตัวไม่สามารถเพิ่มพื้นที่ได้ ในขณะที่โครงการเซาเทิร์นซีบอร์ดที่เป็นความหวังใหม่ของแหล่งลงทุนในประเทศก็ยังติดปัญหานานัปการ ทั้งการต่อต้านจากชุมชน และขาดการชี้นำที่ชัดเจนจากฝ่ายการเมือง ทำให้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ก็เท่ากับไทยไม่มีกระเป๋าเงินใบรองรับการขยายตัวของประเทศ  และยังมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง ทำให้เสน่ห์ของไทยเริ่มลดน้อยลง

           เห็นได้จากในปี 2548 มีนักลงทุนต่างชาติที่ผ่านการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนมีเงินเข้าประเทศ 3.25 แสนล้านบาท ปี 2549 มีมูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ปี 2550 มีมูลค่า 5 แสนล้านบาท ปี 2551 มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ปี 2552 มูลค่า 1.4 แสนล้านบาท ปี 2535 มูลค่า 2.7 แสนล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มชัดเจนว่าอยู่ในสถานะที่ทรงตัวและค่อยๆ ลดลง

 

อันดับลงทุนในไทยถอยหลัง

           ทั้งนี้ การจัดอันดับของธนาคารโลกใน 183 ประเทศ พบว่าอันดับของความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจไทยมีอันดับลดลงจากอันดับ 12 ในปี 2553 เป็นอันดับ 16 ในปี 2554 ซึ่งมีปัจจัยลบที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ประเทศอื่นมีการพัฒนานำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้อย่างครอบคลุมทุกกระบวนเร็วกว่าไทย 2.มีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนทรัพย์สินสูงขึ้น 3.ด้านการได้รับสินเชื่อลด เพราะว่าดัชนีด้านความลึกของข้อมูลเครดิตของประเทศไทยขาดความครอบคลุม และ4.ไทยมีจำนวนครั้งในการชำระภาษีมากถึง 23 ครั้งต่อปีสูงกว่าคู่แข่ง ซึ่งประเทศชั้นนำอย่างฮ่องกง ซึ่งเสียภาษีเพียง 3 ครั้งต่อปี

          โดยมุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าศักยภาพการดึงดูดนักลงทุนของไทยแย่ลง "นานเดอร์ จี ฟอน เดอ ลูเฮ" ประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย ได้ให้ความเห็นว่า อุปสรรคของการลงทุนในไทยอยู่ที่กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ไม่มีความชัดเจน เปิดช่องให้ผู้รับผิดชอบใช้ดุลพินิจได้มาก ทำให้เป็นช่องโหว่ของการคอรัปชั่น ทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้นในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งยังไม่มีการปรับอัตราภาษีเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่ดีพอ ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่ได้ปรับตัวนำหน้าไทยไปแล้ว

          นอกจากนี้ รัฐบาลควรปรับสิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ส่งเสริมการลงทุนภาคบริการด้วย เช่น ธนาคาร จากเดิมที่ส่งเสริมเฉพาะภาคการผลิต  รวมทั้งบีโอไอควรพิจารณาสิทธิประโยชน์อื่นนอกจากการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และควรให้บีโอไอเพิ่มเติมบทบาทในการประสานงานกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน  ซึ่งในปัจจุบัน บีโอไอ ทำหน้าที่นี้ได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากเป็นหน่วยงานภาคใต้กระทรวงอุตสาหกรรม และเลขาธิการก็มีระดับเทียบเท่ากับซี 10 ทำให้ประสานงานกับกระทรวงอื่นๆ ได้ลำบาก ดังนั้น ควรนำหน่วยงานบีโอไอมาสังกัดกับสำนักนายกรัฐมนตรี และยกระดับเลขาธิการมาอยู่ที่ซี 11 เทียบเท่าปลัดกระทรวง จะทำให้การติดต่อประสานงานกับกระทรวงอื่นๆ ได้ง่าย และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งยังต้องเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานในทุกระดับ

 

ยอดขอบีโอไอ 6 เดือนแรกปีนี้พุ่ง

           อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าประเทศไทยจะมีเพียงแต่ภาพลบ เพราะแม้ว่าอันดับของไทยจะถูกลดลง แต่ก็ยังเป็นประเทศที่อยู่แถวหน้าของเอเชีย โดยนางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงขึ้นมาก มีมูลค่า 247,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าอยู่ที่ 185,000 ล้านบาท ทำให้คาดว่ายอดรวมทั้งปีจะทะลุไปถึง 5 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าที่วางไว้ที่ 4 แสนล้านบาท

           สำหรับอุตสาหกรรมที่โดดเด่นก็คือ อุตสาหกรรมโครงการผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง รองมาเป็นกิจการในกลุ่มบริการและสาธารณูปโภค กิจการเคมี กระดาษ และพลาสติก กิจการอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องไฟฟ้า และกิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร โดยประเทศหลักที่เข้ามาลงทุนจะเป็นประเทศในเอเซีย ได้แก่ ญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุดมีจำนวนเงิน 72,244  ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 87%  รองลงมาเป็นยุโรป ไต้หวัน สหรัฐ ฮ่องกง และสิงคโปร์  โดยประเทศที่มาแรงก็คือเกาหลีใต้ มูลค่าโตถึง 510% รองลงมาเป็นฮ่องกงขยายตัว 285% และจีนขยายตัว 232%

           นอกจากนี้ บีโอไอยังอยู่ระหว่างพิจารณายกเครื่องการส่งเสริมการลงทุน จากนั้นจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณา เพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสภาพการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและในอนาคต โดยจะเน้นส่งเสริมให้เกิดการลงทุนที่มีความต้องการจริงๆ เป็นกิจการเป้าหมายของประเทศไทย รวมทั้งส่งเสริมให้การลงทุนสามารถอยู่ร่วมกับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ และจะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง ใช้แรงงานน้อย

           อีกทั้งจะจัดงานบีโอไอแฟร์ 2011 ในระหว่างวันที่ 10-25 พฤศจิกายนนี้ ที่เมืองทองธานี เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของต่างชาติ หลังจากที่ไทยต้องตกอยู่ภายใต้การเมืองที่เลวร้ายมาหลายปี ซึ่งงานครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมามีพื้นที่จัดงานกว่า 240,000 ตารางเมตร หรือเท่ากับสนามฟุตบอล 33 สนาม และขณะนี้พื้นที่จัดแสดงสินค้าถูกจองเต็มหมด มีบริษัทชั้นนำทั้งในและจากต่างประเทศมากมายจะมาจัดแสดงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งเชื่อว่าหลังจากงานครั้งนี้แล้วต่างชาติจะฟื้นความเชื่อมั่นในประเทศไทยได้

           สอดคล้องกับความคิดเห็นของนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า แม้ที่ผ่านมา ประเทศไทยจะเผชิญปัญหาความรุนแรงทางการเมืองมาหลายครั้ง แต่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งไทยยังมีสิ่งที่ชาติอื่นไม่สามารถเลียนแบบได้ก็คืออัธยาศัยไมตรีที่ดี เป็นลูกจ้างที่ไม่กร้าวร้าวขยันทำงาน และเป็นมิตรกับชาวต่างชาติมาก และระบบสาธารณูปโภคก็อยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน และรัฐบาลก็มีแผนชัดเจนในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพียงแต่ติดที่ปัญหาการคอรัปชั่นที่มีอยู่มาก ซึ่งถ้าแก้จุดนี้ได้ ไทยจะเป็นประเทศดึงดูดการลงทุนชั้นนำที่ชาติอื่นๆ ต่อสู้ได้ยาก