ข่าว

300บาทขาดตัว

300บาทขาดตัว

25 ก.ค. 2554

300บาทขาดตัว : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

          ปัญหาใหญ่ปัญหาแรกสำหรับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็คือเรื่องค่าแรงวันละ 300 บาท ซึ่งกำลังเป็นข้อวิพากษ์ถึงความเป็นไปได้และปัญหาที่จะติดตามมา พร้อมๆ กับก่อให้เกิดความเห็นที่ขัดแย้งในหมู่ผู้จ้างแรงงานและผู้ใช้แรงงาน ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงและยืนอยู่คนละฟากของปัญหา

           ในประเทศที่พรรคการเมืองแบ่งออกเป็นสองขั้วสังคม คือนายทุนกับแรงงานนั้น แนวคิดในการรักษาผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายเป็นเรื่องปกติ และเมื่อพรรคการเมืองขั้วไหนเข้ามามีอำนาจปกครอง ก็ผลักดันแนวคิดของตนให้เป็นจริง แต่เมื่อทำไปแล้วเกิดผลดีผลเสียอย่างไร สิ่งที่ตามมาก็คือคะแนนความนิยมของพรรคนั้น ซึ่งจะสูงขึ้นหรือลดลง อันส่งผลต่อการเลือกตั้งในสมัยต่อไป

           ในประเทศไทยนั้น ยังไม่มีการแบ่งขั้วทางสังคมของพรรคการเมืองอย่างชัดเจน ทุกพรรคต่างก็ประกาศนโยบายรวมๆ ในลักษณะที่คล้ายๆ กัน และเปลี่ยนแปลงยุทธวิธีในการหาเสียงไปตามกระแสของสังคม เช่น หากกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยมาแรง การหาเสียงก็จะเน้นในเรื่องการเรียกร้องประชาธิปไตย หากกระแสสังคมนิยมสูง พรรคการเมืองต่างก็แสดงตัวว่ามีแนวคิดด้านสังคมนิยมเช่นกัน หรือในการเลือกตั้งครั้งหลังสุดที่ผ่านมา กระแสประชานิยมเป็นที่นิยม แทบทุกพรรคก็แข่งขันกันเสนอนโยบายประชานิยม

           สำหรับนโยบายค่าแรงวันละ 300 บาท ที่พรรคเพื่อไทยนำมาหาเสียงนั้น ถ้าจะคิดว่าเป็นเรื่องของประชานิยม ก็ถือเป็นประชานิยมอย่างหนึ่ง แต่ถ้ามองในภาพของขั้วสังคม พรรคเพื่อไทยก็แสดงบทบาทในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของผู้ใช้แรงงาน และการแสดงความไม่เห็นด้วยกับค่าแรงวันละ 300 บาท ของกลุ่มผู้จ้างแรงงานและกลุ่มการเงิน อาจไม่ได้สร้างความรู้สึกไม่ลงรอยกับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกทำนองเดียวกันกับผู้ใช้แรงงานโดยตรง และต่อไปความขัดแย้งในสังคมอาจไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการสวมเสื้อต่างสี แต่คืนกลับไปสู่ความขัดแย้งของผู้ลงทุนกับผู้ลงแรง ซึ่งเมื่อประสานกับผู้คนในชนบทซึ่งมีพื้นฐานเดียวกับผู้ลงแรงแล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย

           ปัจจุบันนี้ ค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทย มีตั้งแต่ 159 บาท ที่ จ.พะเยา ไปจนถึง 210 บาท ที่กรุงเทพฯ ตามสภาพของค่าครองชีพและความเป็นอยู่ในแต่ละท้องถิ่น ตัวเลขของการเพิ่มค่าแรงจึงเป็นสัดส่วนลดหลั่นกันไป เช่น พะเยาจะได้เพิ่มถึง 141 บาท แต่กรุงเทพฯ อาจเพิ่มขึ้นเพียง 90 บาท และหลายจังหวัดในภาคอีสานจะได้เพิ่มประมาณ 145-150 บาท แต่แน่นอนว่า เงินที่เพิ่มขึ้นมานี้ ย่อมจะไม่ได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะค่าครองชีพและราคาเครื่องอุปโภคบริโภคย่อมจะต้องเขยิบตัวตาม ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว การขึ้นค่าจ่างทั้งระบบทั่วประเทศจึงน่าจะมีผลทางจิตวิทยามากกว่าทางกายภาค

           ครับ หากทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล ผู้จ้างแรงงานและผู้ใช้แรงงาน หันหน้าเข้าหากัน และหารือเรื่องนี้ด้วยความเข้าใจกันและกัน ผมก็เชื่อว่าปัญหาเรื่องค่าแรง 300 บาท ก็น่าจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และจะเป็นความสำเร็จชิ้นแรกของรัฐบาลที่มาจากพรรคเพื่อไทย และของสังคมไทยโดยรวม